หน้าหลัก บริการ เจาะสำรวจและทดสอบดิน ทดสอบเสาเข็ม สำรวจภูมิประเทศ ติดตั้งเครื่องมือวัด Structural Testing ประเมินสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ออกแบบด้านวิศวกรรมธรณี ออกแบบด้านวิศวกรรมโยธา บทความ ทำไมต้องเจาะดินก่อนสร้างบ้าน? Dynamic vs Static Load Test ค่าทดสอบดิน ราคาเท่าไหร่? Boring Log อ่านอย่างไร? 📞 ติดต่อเรา
บริการทดสอบเสาเข็ม

เลือกวิธีทดสอบเสาเข็มที่เหมาะกับโครงการของคุณ

SPN Soil Engineering ให้บริการครบ 7 วิธีตามมาตรฐาน ASTM ทุกวิธีรับรองโดยวิศวกร ใช้ยื่นต่อหน่วยงานราชการได้ทันที เลือกวิธีที่เหมาะสมกับประเภทเสาเข็มและงบประมาณของโครงการได้เลย

Static Load Test

Static Axial Compressive Test
ASTM D1143 / AASHTO
  • ทดสอบด้วยแรงกดจริง
  • Kentledge Method (น้ำหนักกดทับ)
  • Anchor Pile Method (เสาเข็มสมอ)
  • วัด Load-Settlement ที่แม่นยำสูงสุด
  • มาตรฐานสูงสุดสำหรับงานสำคัญ
แม่นยำสูงสุด

Seismic Integrity Test

Pile Integrity Testing (PIT)
ASTM D5882-07
  • ตรวจสอบความสมบูรณ์ตลอดความยาว
  • ตรวจหาตำแหน่งที่มีปัญหา
  • ราคาประหยัดที่สุด
  • เสาเข็มคอนกรีตทุกประเภท
  • เหมาะตรวจสอบเบื้องต้นจำนวนมาก
ประหยัด · ตรวจได้มาก

Cross-Hole Sonic Logging (CSL)

Crosshole Sonic Logging Test
ASTM D6760
  • ตรวจสอบคุณภาพคอนกรีตเสาเข็มเจาะ
  • แม่นยำสูง วิเคราะห์เชิงปริมาณ
  • ตรวจหา Void/Inclusion ในเสาเข็ม
  • เหมาะกับเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่
  • รายงานพร้อมแผนที่ Velocity Tomography
แม่นยำ · เสาเข็มเจาะขนาดใหญ่

Static Tension Pile Load Test

Uplift Capacity Test
ASTM D3689
  • หากำลังรับแรงดึงสูงสุด
  • วัดแรงเสียดทานผิวเสาเข็ม
  • เหมาะสำหรับหอคอยสายส่งไฟฟ้า
  • โครงสร้างรับแรงลมและแผ่นดินไหว
  • บันทึก Load-Uplift Curve
แรงดึง · Uplift

Lateral Pile Load Test

แรงกระทำด้านข้าง
ASTM D3966
  • หากำลังรับแรงด้านข้าง
  • วัด Lateral Deflection
  • เหมาะสำหรับเสาเข็มสะพาน ท่าเรือ
  • โครงสร้างกันดินและพื้นที่แผ่นดินไหว
  • บันทึก Load-Deflection Curve
แรงด้านข้าง · Lateral

Parallel Seismic Test

ประเมินความยาวเสาเข็มเดิม
ASTM D5882 / ASTM D7949
  • ประเมินความยาวเสาเข็มที่ไม่มีแบบ
  • ตรวจสอบโครงสร้างใต้ดินที่มีอยู่เดิม
  • ไม่ต้องขุดเปิดหน้างาน
  • เหมาะสำหรับงานซ่อมแซมและต่อเติม
  • ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายสูง
ประเมินความยาว · ไม่ทำลาย

📸 ผลทดสอบเสาเข็ม

คลิกรูปเพื่อขยาย
Seismic Pile Integrity Test PIT วิศวกรทดสอบเสาเข็ม SPN
Seismic PIT
Seismic Pile Integrity Test
ตรวจสอบความสมบูรณ์เสาเข็ม
Dynamic Load Test PDA เสาเข็ม High Strain SPN Soil Engineering
Dynamic PDA
Dynamic Load Test (PDA)
High Strain ASTM D4945
Static Load Test Kentledge Method เสาเข็ม SPN Pile Test
Static Load
Static Load Test — Kentledge
ASTM D1143
Static Load Test Anchor Pile Method วัด Load Settlement SPN
Static Load
Static Load Test — Anchor Pile
ASTM D1143
รายละเอียดบริการ

รายละเอียดการทดสอบแต่ละวิธี

Dynamic Load Test (PDA / High Strain)

ASTM D4945-17

Dynamic Load Test (PDA) คืออะไร?

Dynamic Load Test หรือ PDA Test (Pile Driving Analyzer) คือการทดสอบกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มแบบ High Strain Dynamic Testing ตามมาตรฐาน ASTM D4945 โดยติดตั้ง Strain Gauge และ Accelerometer บนเสาเข็มใกล้หัวเข็ม บันทึกค่าแรงและความเร็ว (Force and Velocity) ในขณะที่ค้อนกระแทกหัวเสาเข็ม ส่งข้อมูลแบบ Real-time ไปวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม CAPWAP (Case Pile Wave Analysis Program) เพื่อหาค่ากำลังรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด (Ultimate Pile Capacity)

ข้อมูลที่ได้จากการทดสอบ PDA

  • Ultimate Pile Capacityกำลังรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุดของเสาเข็ม แยกเป็น Skin Friction และ End Bearing
  • Driving Stressแรงอัดและแรงดึงสูงสุดในเสาเข็มระหว่างการตอก ใช้ป้องกันเสาเข็มแตกหรือเสียหาย
  • Hammer Efficiencyประสิทธิภาพของค้อนตอกเสาเข็ม ใช้ตรวจสอบและปรับปรุงการตอก
  • Pile Integrityตรวจสอบความสมบูรณ์เบื้องต้นของเสาเข็มจากสัญญาณคลื่น
  • Set per Blowการทรุดตัวต่อครั้งที่ตอก ใช้ควบคุมการหยุดตอกเสาเข็ม

ข้อดีของ Dynamic Load Test เทียบกับ Static Load Test

Dynamic Load Test ทดสอบได้เร็ว 10–20 ต้นต่อวัน ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า Static Load Test 3–5 เท่า เหมาะสำหรับการทดสอบในปริมาณมากเพื่อ Quality Control ทั่วทั้งโครงการ อย่างไรก็ตามหากโครงการต้องการความแม่นยำสูงสุดหรือใช้ในงานวิจัย Static Load Test ยังคงเป็นมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ที่ให้ Load-Settlement Curve จากแรงกดจริง

โครงการที่เหมาะสมกับ PDA Test

  • โครงการขนาดใหญ่ ที่มีเสาเข็มจำนวนมาก ต้องการ QC รวดเร็ว เช่น นิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้า โรงงาน
  • Re-strike Test ทดสอบซ้ำหลังพัก Set-up เพื่อยืนยัน Long-term Capacity ที่เพิ่มขึ้นจาก Soil Setup Effect
  • เสาเข็มที่สงสัยว่าตอกไม่ถึงชั้นดินแข็ง ตรวจสอบก่อนตัดสินใจตอกเพิ่ม
  • โครงการที่มีข้อจำกัดพื้นที่ ไม่สามารถจัดเตรียม Reaction สำหรับ Static Test ได้

Static Load Test — Kentledge Method

ASTM D1143

Static Load Test — Kentledge Method คืออะไร?

Static Load Test แบบ Kentledge Method คือการทดสอบกำลังรับน้ำหนักบรรทุกของเสาเข็มที่แม่นยำที่สุด โดยใช้แผ่นคอนกรีตหรือแผ่นเหล็กน้ำหนักรวมสูงกว่า Design Load 2 เท่า วางซ้อนกันเป็น Kentledge Stack เหนือเสาเข็มทดสอบ ออกแรงกดผ่านแม่แรงไฮดรอลิก (Hydraulic Jack) วัดการทรุดตัว (Settlement) ด้วย Dial Gauge หรือ Linear Transducer ที่ติดกับ Reference Beam อิสระ บันทึกทุก Load Increment ตามมาตรฐาน ASTM D1143

ขั้นตอนการทดสอบ Maintained Load Test (MLT)

  • Loading Phaseเพิ่มโหลดทีละขั้น (Load Increment) โดยทั่วไป 8–10 ขั้นจนถึง 200% ของ Design Load รอให้การทรุดตัวหยุดนิ่งก่อนเพิ่มโหลดขั้นต่อไป
  • Maintained Loadค้างโหลดสูงสุดไว้ 24 ชั่วโมง บันทึกการทรุดตัวตลอดช่วงเวลา
  • Unloading Phaseลดโหลดลงทีละขั้น บันทึก Rebound (การฟื้นตัว)
  • Residual Settlementวัดการทรุดตัวถาวรหลังปลดโหลดทั้งหมด

โครงการที่เหมาะสมกับ Kentledge Method

  • โครงการที่พื้นที่กว้างพอสำหรับวาง Kentledge Stack เช่น โรงงาน คลังสินค้า นิคมอุตสาหกรรม
  • เสาเข็มที่ต้องการผล Load-Settlement Curve เพื่อออกแบบฐานราก หรือยืนยันกำลังสูงกว่า 500 ตัน
  • งานสำคัญที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูงสุด เช่น โรงไฟฟ้า คลังน้ำมัน และโครงสร้างพิเศษ

Static Load Test — Anchor Pile Method

ASTM D1143

Static Load Test — Anchor Pile Method คืออะไร?

Anchor Pile Method คือการทดสอบกำลังรับน้ำหนักเสาเข็มโดยใช้เสาเข็มสมอ (Anchor Pile หรือ Reaction Pile) รับแรงต้านแทนน้ำหนักถ่วง โครงสร้างประกอบด้วย Test Pile ตรงกลาง Anchor Pile 2–4 ต้นรอบข้าง และคาน Reaction Beam เชื่อมกัน ออกแรงกดผ่าน Hydraulic Jack วัด Settlement ด้วย Reference Beam อิสระ ให้ผลเทียบเท่า Kentledge Method ตามมาตรฐาน ASTM D1143

ข้อแตกต่างจาก Kentledge Method

  • ไม่ต้องขนส่งน้ำหนักลดต้นทุนการขนส่งและติดตั้ง Kentledge มากในพื้นที่ห่างไกล
  • เหมาะกับพื้นที่จำกัดไม่ต้องการพื้นที่วาง Stack น้ำหนักขนาดใหญ่
  • ยืดหยุ่นสูงปรับทิศทาง Reaction ได้ตามสภาพหน้างาน
  • ต้องออกแบบ Anchor PileAnchor Pile ต้องรับแรงดึงได้เพียงพอ ต้องพิจารณา Uplift Capacity

โครงการที่เหมาะสมกับ Anchor Pile Method

  • พื้นที่ก่อสร้างที่ขนส่ง Kentledge เข้าไม่สะดวก เช่น ในเมือง ใต้สะพาน หรือพื้นที่แคบ
  • โครงการที่ตอก Anchor Pile พร้อมกับ Production Pile อยู่แล้ว ประหยัดต้นทุนได้มาก
  • ทดสอบเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ที่ไม่ต้องการ Kentledge น้ำหนักสูงมาก

Seismic Pile Integrity Test (PIT)

ASTM D5882-07

Seismic Pile Integrity Test (PIT) คืออะไร?

Seismic Pile Integrity Test หรือ Low Strain Integrity Test คือการทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มแบบไม่ทำลาย (Non-Destructive Test) ตามมาตรฐาน ASTM D5882 โดยใช้ค้อนน้ำหนักเบาเคาะที่หัวเสาเข็ม สร้างคลื่นความเค้น (Stress Wave) ที่วิ่งลงตลอดความยาวเสาเข็ม รับสัญญาณกลับด้วย Accelerometer หรือ Velocity Transducer วิเคราะห์ด้วยโปรแกรม PILE INTEGRITY TESTER (PIT-W) เพื่อหาตำแหน่งและขนาดของข้อบกพร่อง

สิ่งที่ตรวจพบได้จาก PIT Test

  • รอยแตกร้าว (Crack)เสาเข็มแตกระหว่างการตอกหรือขนส่ง แสดงเป็น Early Reflection ในกราฟ
  • การลดหน้าตัด (Necking)เสาเข็มเจาะที่เส้นผ่านศูนย์กลางแคบลงในบางระดับ
  • ข้อต่อเสาเข็ม (Pile Joint)รอยต่อระหว่างท่อนเสาเข็ม ตรวจสอบความต่อเนื่อง
  • ปลายเสาเข็ม (Pile Toe)ยืนยันความยาวเสาเข็มเทียบกับแบบก่อสร้าง
  • โพรงหรือคอนกรีตไม่แน่นในเสาเข็มเจาะที่มีคุณภาพคอนกรีตต่ำกว่ามาตรฐาน

ข้อจำกัดของ PIT Test

PIT Test มีข้อจำกัดสำหรับเสาเข็มที่มีอัตราส่วนความยาวต่อเส้นผ่านศูนย์กลาง (L/D) สูงกว่า 30 เพราะสัญญาณจะลดทอนก่อนถึงปลายเข็ม และไม่เหมาะสำหรับการตรวจสอบข้อบกพร่องในระดับลึกมาก ในกรณีดังกล่าวแนะนำให้ใช้ CSL Test หรือ Parallel Seismic Test ร่วมด้วย

โครงการที่เหมาะสมกับ PIT Test

  • ตรวจสอบเสาเข็มทั้งโครงการหลังตอกเสร็จ เพื่อ QC เบื้องต้นก่อนเทฐาน
  • เสาเข็มที่สงสัยว่าแตกหรือเสียหายระหว่างการตอก
  • ตรวจสอบเสาเข็มเดิมในงานซ่อมแซมอาคารก่อนเพิ่มโหลด
  • ยืนยันความยาวเสาเข็มร่วมกับข้อมูล Boring Log

Cross-Hole Sonic Logging (CSL)

ASTM D6760

Cross-Hole Sonic Logging (CSL) คืออะไร?

Cross-Hole Sonic Logging (CSL) คือการทดสอบคุณภาพคอนกรีตในเสาเข็มเจาะ (Bored Pile) แบบไม่ทำลาย โดยส่งคลื่นอัลตราโซนิกจาก Transmitter Probe ในท่อน้ำ (Water-filled Access Tube) หนึ่งไปยัง Receiver Probe ในอีกท่อหนึ่ง วัดความเร็วคลื่น (Wave Velocity) และพลังงาน (Signal Energy) ที่เดินทางผ่านเนื้อคอนกรีต ตามมาตรฐาน ASTM D6760 ผลการวิเคราะห์แสดงเป็น Waterfall Plot และ Velocity Tomography Map ระบุตำแหน่งและระดับความลึกที่พบข้อบกพร่องได้อย่างแม่นยำ

หลักการอ่านผล — Good Signal / Delayed Signal / Blocked Signal

สัญญาณที่รับได้แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Good Signal คือคลื่นเดินทางตรงผ่านคอนกรีตปกติด้วยความเร็วสูง แสดงว่าคอนกรีตแน่น (Sound Concrete) Delayed Signal คือคลื่นใช้เวลานานขึ้น แสดงว่ามี Defect บางส่วนในเนื้อคอนกรีต เช่น โพรงขนาดเล็กหรือคอนกรีตแยกตัว และ Blocked Signal คือไม่ได้รับสัญญาณหรือสัญญาณอ่อนมาก แสดงว่ามีข้อบกพร่องขนาดใหญ่หรือ Void ขวางเส้นทางการส่งสัญญาณ

โครงการที่เหมาะสมกับ CSL Test

  • เสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ (Bored Pile / Barrette)ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 0.60 ม. ขึ้นไป ที่ต้องการยืนยันคุณภาพคอนกรีตก่อนรับโหลดจริง
  • โครงการโรงงาน คลังสินค้า และอาคารสูงที่มีข้อกำหนดพิเศษจากวิศวกรออกแบบหรือผู้ว่าจ้าง
  • เสาเข็มที่สงสัยว่ามีปัญหาจากการก่อสร้างเช่น Slurry หรือน้ำซึมเข้าระหว่างการเทคอนกรีต
  • โครงการพลังงาน ปิโตรเคมี และโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องการเอกสารรับรองคุณภาพ (Quality Assurance)

ข้อกำหนดเบื้องต้นก่อนทดสอบ

เสาเข็มต้องติดตั้ง Access Tube (ท่อ PVC หรือเหล็ก) ในโครงเหล็กเสริมก่อนเทคอนกรีต โดยทั่วไปใช้ 2 ท่อสำหรับเสาเข็มเส้นผ่านศูนย์กลาง ≤ 0.80 ม. และ 3–4 ท่อสำหรับเสาเข็มขนาดใหญ่ ท่อต้องเต็มไปด้วยน้ำก่อนทดสอบ และทดสอบได้เร็วที่สุดหลังคอนกรีตอายุ 7 วัน

Static Tension Pile Load Test

ASTM D3689

Static Tension Pile Load Test คืออะไร?

Static Tension Pile Load Test หรือ Uplift Test คือการทดสอบกำลังรับแรงดึง (Tensile Capacity / Uplift Capacity) ของเสาเข็มโดยออกแรงดึงขึ้นตามแนวแกน ตามมาตรฐาน ASTM D3689 กำลังรับแรงดึงของเสาเข็มเกิดจากแรงเสียดทานผิว (Skin Friction) ระหว่างเสาเข็มกับดินเป็นหลัก โดยไม่นับกำลังรับที่ปลายเสาเข็ม (End Bearing)

หลักการทดสอบ

ยึดหัวเสาเข็มกับ Reaction Frame โดยใช้ Rod หรือ Strand ที่เชื่อมกับโครงสร้างคาน ออกแรงดึงผ่าน Hydraulic Jack วัดการยกตัว (Upward Displacement) ด้วย Dial Gauge หรือ LVDT ที่ติดกับ Reference Beam อิสระ บันทึก Load-Uplift Curve ในแต่ละ Load Increment จนถึง 200% ของ Design Tensile Load

โครงการที่ต้องใช้ Tension Test

  • หอคอยสายส่งไฟฟ้าแรงสูง (Transmission Tower)เสาเข็มรับแรงดึงจากโมเมนต์และแรงลมสูงมาก
  • โครงสร้างลอยน้ำและท่าเทียบเรือรับแรงยกจากน้ำและคลื่น
  • อาคารสูงในพื้นที่แผ่นดินไหวเสาเข็มมุมรับแรงดึงขณะแผ่นดินไหว
  • โครงสร้างยึดกันดิน (Anchor Wall / Tie-back)ต้องการยืนยัน Pullout Capacity ก่อนใช้งาน
  • คลังน้ำมันใต้ดินและถังเก็บน้ำรับแรงดันน้ำใต้ดินที่พยายามยกโครงสร้างขึ้น

Lateral Pile Load Test

ASTM D3966

Lateral Pile Load Test คืออะไร?

Lateral Pile Load Test คือการทดสอบกำลังรับแรงกระทำในแนวนอน (Lateral Capacity) และพฤติกรรมการเคลื่อนตัวด้านข้าง (Lateral Deflection) ของเสาเข็มตามมาตรฐาน ASTM D3966 ออกแรงผ่าน Hydraulic Jack ระหว่างเสาเข็มทดสอบกับ Reaction ซึ่งอาจเป็นเสาเข็มข้างเคียง รถขุด หรือโครงสร้างที่มีอยู่ วัดการเคลื่อนตัวด้วย Dial Gauge หรือ Electronic Displacement Transducer พร้อม Reference Beam อิสระ

ข้อมูลที่ได้จากการทดสอบ

  • Load-Deflection Curveความสัมพันธ์ระหว่างแรงกระทำด้านข้างกับการเคลื่อนตัว ใช้ยืนยันการออกแบบ
  • Subgrade Reaction Modulus (p-y Curve)พารามิเตอร์สำหรับวิเคราะห์พฤติกรรมเสาเข็มรับแรงด้านข้าง
  • Ultimate Lateral Capacityกำลังรับแรงด้านข้างสูงสุดก่อนเสาเข็มล้มเหลว
  • Crack Patternหากติด Strain Gauge ตามความยาวเสาเข็ม สามารถระบุตำแหน่ง Maximum Moment ได้

โครงการที่ต้องใช้ Lateral Load Test

  • เสาตอม่อสะพานและทางยกระดับรับแรงเบรก แรงลม และแรงแผ่นดินไหวในแนวราบ
  • ท่าเทียบเรือและโครงสร้างชายฝั่งรับแรงกระแทกเรือและแรงคลื่น
  • เสาเข็มในงานขุดลึก (Deep Excavation)ยืนยัน Lateral Stiffness ของระบบค้ำยัน
  • อาคารในพื้นที่แผ่นดินไหวตรวจสอบพฤติกรรมเสาเข็มภายใต้แรงแผ่นดินไหว
  • เสาเข็มสำหรับกำแพงกันดิน (Retaining Wall)ยืนยัน Passive Resistance ของดิน

Parallel Seismic Test (PS Test)

ASTM D5882 / ASTM D7949

Parallel Seismic Test คืออะไร?

Parallel Seismic Test (PS Test) คือการทดสอบแบบไม่ทำลาย (Non-Destructive Test) ที่ใช้ประเมินความยาวของเสาเข็มหรือโครงสร้างใต้ดิน (Foundation Depth Assessment) โดยไม่ต้องขุดเปิดหน้างาน วิธีนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับโครงสร้างเก่าที่ไม่มีแบบก่อสร้าง (As-Built Drawing) หรือเสาเข็มที่ไม่สามารถเข้าถึงหัวเสาได้

หลักการทดสอบ Parallel Seismic

การทดสอบทำโดยเจาะหลุมสำรวจ (Borehole) ข้างเสาเข็มในระยะ 1–3 เมตร ให้ลึกกว่าความยาวเสาเข็มที่คาดไว้ จากนั้นตอกหรือกระแทกหัวเสาเข็มเพื่อสร้างคลื่นสั่นสะเทือน แล้วรับสัญญาณด้วย Hydrophone หรือ Geophone ที่ลดระดับลงในหลุมสำรวจทีละช่วง บันทึกเวลาที่คลื่นเดินทางถึงในแต่ละระดับความลึก (Travel Time) วิเคราะห์กราฟ Velocity Profile จะพบว่าความเร็วคลื่นเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ณ ตำแหน่งที่คลื่นเดินทางจากเสาเข็มไปสู่ชั้นดินโดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับความยาวปลายเสาเข็ม

ข้อดีของ Parallel Seismic Test

  • ประเมินความยาวเสาเข็มได้โดยไม่ต้องขุดเปิดหน้างาน — ลดความเสียหายต่อโครงสร้างเดิม
  • เหมาะสำหรับเสาเข็มที่หัวเสาเข็มถูกฝังอยู่ใต้ฐานรากหรือพื้นคอนกรีต
  • ใช้กับโครงสร้างทุกประเภท — เสาเข็มคอนกรีต เสาเข็มไม้ เสาเข็มเหล็ก และเสาเข็มเจาะ (Bored Pile)
  • รองรับการประเมินโครงสร้างพิเศษ เช่น เสาตอม่อสะพาน กำแพงกันดิน Sheet Pile และฝายน้ำ
  • ผลการทดสอบแม่นยำสูง เมื่อใช้ร่วมกับข้อมูลชั้นดินจากการเจาะสำรวจ (Soil Boring)

กรณีที่ควรใช้ Parallel Seismic Test

  • งานซ่อมแซมและต่อเติมอาคารต้องทราบความยาวเสาเข็มเดิมก่อนออกแบบเพิ่มโหลด
  • โครงสร้างไม่มีแบบก่อสร้าง (As-Built)อาคารเก่า สะพาน ท่าเรือ ที่สร้างมานานและสูญหายแบบ
  • ประเมินก่อนรื้อถอนหรือปรับปรุงตรวจสอบว่าเสาเข็มเดิมรับน้ำหนักเพิ่มได้หรือไม่
  • งานสะพานและโครงสร้างชลประทานประเมินความลึกของฐานรากในน้ำที่เข้าถึงยาก
  • กรณีพิพาทและคดีวิศวกรรมใช้เป็นหลักฐานเชิงเทคนิคในการพิสูจน์ความยาวเสาเข็ม

ความแตกต่างระหว่าง Parallel Seismic และ Seismic PIT

Seismic PIT (Low Strain) ใช้ตรวจสอบ ความสมบูรณ์ของเสาเข็ม (Integrity) ว่ามีรอยแตกหรือข้อบกพร่องหรือไม่ แต่มีข้อจำกัดในการประเมินความยาวของเสาเข็มที่มีอัตราส่วนความยาวต่อเส้นผ่านศูนย์กลางสูง (L/D > 30) ส่วน Parallel Seismic ออกแบบมาเพื่อ ประเมินความยาว (Length Assessment) โดยเฉพาะ ให้ผลแม่นยำกว่าสำหรับเสาเข็มยาวและโครงสร้างฐานรากที่ซับซ้อน

ผลทดสอบที่
เชื่อถือได้

รายงานการทดสอบเสาเข็มทุกฉบับรับรองโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ใช้ประกอบการออกแบบโครงสร้างและยื่นต่อหน่วยงานราชการได้ทันที

  • รายงาน PDA / CAPWAP Analysis
  • Load-Settlement Curve
  • ผล Pile Integrity Evaluation
  • ข้อแนะนำวิศวกรรมฐานราก
  • รับรองโดยวิศวกร
20+
ปีประสบการณ์
7
วิธีทดสอบ
ASTM
มาตรฐานสากล
100%
รับรองวิศวกร
FAQ

คำถามที่พบบ่อย เรื่องทดสอบเสาเข็ม

โดยทั่วไป 1–2% ของจำนวนเสาเข็มทั้งหมด หรือตามที่วิศวกรออกแบบกำหนด อาคารขนาดเล็กอาจทดสอบ 2–3 ต้น อาคารขนาดใหญ่อาจต้องการมากกว่านั้น

ทำได้กับเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงตอก เสาเข็มเจาะหล่อกับที่ เสาเข็มเหล็ก และเสาเข็มไม้ ทีมวิศวกรจะแนะนำวิธีที่เหมาะสมตามประเภทเสาเข็ม

การทดสอบ 1 ต้นใช้เวลา 1–3 วัน ขึ้นกับโปรโตคอลการทดสอบ (Quick Test หรือ Slow Maintained Load) รวมเวลาเตรียมอุปกรณ์และติดตั้งน้ำหนักอีก 1–2 วัน

Seismic Test บอกได้เฉพาะความสมบูรณ์ของเสาเข็ม (ว่ามีรอยแตก หักงอ หรือหัก) ไม่สามารถระบุกำลังรับน้ำหนักได้ หากต้องการกำลังรับน้ำหนักต้องทำ Dynamic หรือ Static Load Test

ได้ครับ รายทดสอบเสาเข็มของ SPN รับรองโดยวิศวกร ใช้ยื่นต่อกรมโยธาธิการ กรมทางหลวง และหน่วยงานราชการทุกแห่งได้ทันที

CSL คือการทดสอบคุณภาพคอนกรีตภายในเสาเข็มเจาะ (Bored Pile) โดยส่งคลื่นอัลตราโซนิกระหว่างท่อที่ฝังไว้ล่วงหน้า วิเคราะห์ความเร็วคลื่นเพื่อหาตำแหน่งที่คอนกรีตมีโพรงหรือคุณภาพต่ำ ตามมาตรฐาน ASTM D6760

การทดสอบแรงดึงเสาเข็ม (ASTM D3689) คือการออกแรงดึงขึ้นบนหัวเสาเข็มเพื่อหากำลังรับแรงดึงสูงสุด ใช้กับโครงสร้างที่รับแรงยก เช่น หอคอยสายส่งไฟฟ้า ท่าเทียบเรือ และอาคารรับแรงลมสูง

ใช้ทดสอบกำลังรับแรงด้านข้างของเสาเข็ม (ASTM D3966) เหมาะสำหรับเสาเข็มสะพาน ท่าเทียบเรือ โครงสร้างกันดิน และอาคารในพื้นที่แผ่นดินไหว โดยวัด Lateral Deflection ที่แต่ละระดับโหลด

Parallel Seismic Test (ASTM D5882 / D7949) คือการทดสอบแบบไม่ทำลายเพื่อประเมินความยาวของเสาเข็มหรือโครงสร้างใต้ดิน โดยไม่ต้องขุดเปิดหน้างาน เหมาะสำหรับโครงสร้างเก่าที่ไม่มีแบบก่อสร้าง อาคารที่ต้องการต่อเติม สะพาน และโครงสร้างชลประทานที่เข้าถึงยาก

Seismic PIT (Low Strain) ใช้ตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม (Integrity) ว่ามีรอยแตกหรือข้อบกพร่องหรือไม่ แต่มีข้อจำกัดสำหรับเสาเข็มยาว ส่วน Parallel Seismic ออกแบบมาเพื่อประเมินความยาวเสาเข็ม (Length Assessment) โดยเฉพาะ ให้ผลแม่นยำกว่าสำหรับเสาเข็มที่มี L/D สูงและโครงสร้างที่ซับซ้อน

Seismic PIT ใช้คลื่นจากการเคาะหัวเสาเข็ม เหมาะกับเสาเข็มทุกประเภท รวดเร็วและราคาต่ำ แต่ความละเอียดต่ำกว่า CSL ส่วน CSL ใช้ท่อที่ฝังไว้ล่วงหน้า ให้ผลแม่นยำสูงกว่า เหมาะกับเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ที่ต้องการผลละเอียด

สนใจบริการทดสอบเสาเข็ม?

ติดต่อทีมวิศวกรของเราเพื่อรับคำแนะนำและใบเสนอราคา ภายใน 24 ชั่วโมง ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย