ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญพร้อมอุปกรณ์ครบชุด รับรองโดยวิศวกร รับงานทั่วประเทศ
ครอบคลุมทุกประเภทโครงการ — ตอกเข็ม · เจาะเข็ม · โครงสร้างพิเศษ · งานราชการ
SPN Soil Engineering ให้บริการครบ 7 วิธีตามมาตรฐาน ASTM ทุกวิธีรับรองโดยวิศวกร ใช้ยื่นต่อหน่วยงานราชการได้ทันที เลือกวิธีที่เหมาะสมกับประเภทเสาเข็มและงบประมาณของโครงการได้เลย
Dynamic Load Test หรือ PDA Test (Pile Driving Analyzer) คือการทดสอบกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มแบบ High Strain Dynamic Testing ตามมาตรฐาน ASTM D4945 โดยติดตั้ง Strain Gauge และ Accelerometer บนเสาเข็มใกล้หัวเข็ม บันทึกค่าแรงและความเร็ว (Force and Velocity) ในขณะที่ค้อนกระแทกหัวเสาเข็ม ส่งข้อมูลแบบ Real-time ไปวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม CAPWAP (Case Pile Wave Analysis Program) เพื่อหาค่ากำลังรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด (Ultimate Pile Capacity)
Dynamic Load Test ทดสอบได้เร็ว 10–20 ต้นต่อวัน ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า Static Load Test 3–5 เท่า เหมาะสำหรับการทดสอบในปริมาณมากเพื่อ Quality Control ทั่วทั้งโครงการ อย่างไรก็ตามหากโครงการต้องการความแม่นยำสูงสุดหรือใช้ในงานวิจัย Static Load Test ยังคงเป็นมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ที่ให้ Load-Settlement Curve จากแรงกดจริง
Static Load Test แบบ Kentledge Method คือการทดสอบกำลังรับน้ำหนักบรรทุกของเสาเข็มที่แม่นยำที่สุด โดยใช้แผ่นคอนกรีตหรือแผ่นเหล็กน้ำหนักรวมสูงกว่า Design Load 2 เท่า วางซ้อนกันเป็น Kentledge Stack เหนือเสาเข็มทดสอบ ออกแรงกดผ่านแม่แรงไฮดรอลิก (Hydraulic Jack) วัดการทรุดตัว (Settlement) ด้วย Dial Gauge หรือ Linear Transducer ที่ติดกับ Reference Beam อิสระ บันทึกทุก Load Increment ตามมาตรฐาน ASTM D1143
Anchor Pile Method คือการทดสอบกำลังรับน้ำหนักเสาเข็มโดยใช้เสาเข็มสมอ (Anchor Pile หรือ Reaction Pile) รับแรงต้านแทนน้ำหนักถ่วง โครงสร้างประกอบด้วย Test Pile ตรงกลาง Anchor Pile 2–4 ต้นรอบข้าง และคาน Reaction Beam เชื่อมกัน ออกแรงกดผ่าน Hydraulic Jack วัด Settlement ด้วย Reference Beam อิสระ ให้ผลเทียบเท่า Kentledge Method ตามมาตรฐาน ASTM D1143
Seismic Pile Integrity Test หรือ Low Strain Integrity Test คือการทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มแบบไม่ทำลาย (Non-Destructive Test) ตามมาตรฐาน ASTM D5882 โดยใช้ค้อนน้ำหนักเบาเคาะที่หัวเสาเข็ม สร้างคลื่นความเค้น (Stress Wave) ที่วิ่งลงตลอดความยาวเสาเข็ม รับสัญญาณกลับด้วย Accelerometer หรือ Velocity Transducer วิเคราะห์ด้วยโปรแกรม PILE INTEGRITY TESTER (PIT-W) เพื่อหาตำแหน่งและขนาดของข้อบกพร่อง
PIT Test มีข้อจำกัดสำหรับเสาเข็มที่มีอัตราส่วนความยาวต่อเส้นผ่านศูนย์กลาง (L/D) สูงกว่า 30 เพราะสัญญาณจะลดทอนก่อนถึงปลายเข็ม และไม่เหมาะสำหรับการตรวจสอบข้อบกพร่องในระดับลึกมาก ในกรณีดังกล่าวแนะนำให้ใช้ CSL Test หรือ Parallel Seismic Test ร่วมด้วย
Cross-Hole Sonic Logging (CSL) คือการทดสอบคุณภาพคอนกรีตในเสาเข็มเจาะ (Bored Pile) แบบไม่ทำลาย โดยส่งคลื่นอัลตราโซนิกจาก Transmitter Probe ในท่อน้ำ (Water-filled Access Tube) หนึ่งไปยัง Receiver Probe ในอีกท่อหนึ่ง วัดความเร็วคลื่น (Wave Velocity) และพลังงาน (Signal Energy) ที่เดินทางผ่านเนื้อคอนกรีต ตามมาตรฐาน ASTM D6760 ผลการวิเคราะห์แสดงเป็น Waterfall Plot และ Velocity Tomography Map ระบุตำแหน่งและระดับความลึกที่พบข้อบกพร่องได้อย่างแม่นยำ
สัญญาณที่รับได้แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Good Signal คือคลื่นเดินทางตรงผ่านคอนกรีตปกติด้วยความเร็วสูง แสดงว่าคอนกรีตแน่น (Sound Concrete) Delayed Signal คือคลื่นใช้เวลานานขึ้น แสดงว่ามี Defect บางส่วนในเนื้อคอนกรีต เช่น โพรงขนาดเล็กหรือคอนกรีตแยกตัว และ Blocked Signal คือไม่ได้รับสัญญาณหรือสัญญาณอ่อนมาก แสดงว่ามีข้อบกพร่องขนาดใหญ่หรือ Void ขวางเส้นทางการส่งสัญญาณ
เสาเข็มต้องติดตั้ง Access Tube (ท่อ PVC หรือเหล็ก) ในโครงเหล็กเสริมก่อนเทคอนกรีต โดยทั่วไปใช้ 2 ท่อสำหรับเสาเข็มเส้นผ่านศูนย์กลาง ≤ 0.80 ม. และ 3–4 ท่อสำหรับเสาเข็มขนาดใหญ่ ท่อต้องเต็มไปด้วยน้ำก่อนทดสอบ และทดสอบได้เร็วที่สุดหลังคอนกรีตอายุ 7 วัน
Static Tension Pile Load Test หรือ Uplift Test คือการทดสอบกำลังรับแรงดึง (Tensile Capacity / Uplift Capacity) ของเสาเข็มโดยออกแรงดึงขึ้นตามแนวแกน ตามมาตรฐาน ASTM D3689 กำลังรับแรงดึงของเสาเข็มเกิดจากแรงเสียดทานผิว (Skin Friction) ระหว่างเสาเข็มกับดินเป็นหลัก โดยไม่นับกำลังรับที่ปลายเสาเข็ม (End Bearing)
ยึดหัวเสาเข็มกับ Reaction Frame โดยใช้ Rod หรือ Strand ที่เชื่อมกับโครงสร้างคาน ออกแรงดึงผ่าน Hydraulic Jack วัดการยกตัว (Upward Displacement) ด้วย Dial Gauge หรือ LVDT ที่ติดกับ Reference Beam อิสระ บันทึก Load-Uplift Curve ในแต่ละ Load Increment จนถึง 200% ของ Design Tensile Load
Lateral Pile Load Test คือการทดสอบกำลังรับแรงกระทำในแนวนอน (Lateral Capacity) และพฤติกรรมการเคลื่อนตัวด้านข้าง (Lateral Deflection) ของเสาเข็มตามมาตรฐาน ASTM D3966 ออกแรงผ่าน Hydraulic Jack ระหว่างเสาเข็มทดสอบกับ Reaction ซึ่งอาจเป็นเสาเข็มข้างเคียง รถขุด หรือโครงสร้างที่มีอยู่ วัดการเคลื่อนตัวด้วย Dial Gauge หรือ Electronic Displacement Transducer พร้อม Reference Beam อิสระ
Parallel Seismic Test (PS Test) คือการทดสอบแบบไม่ทำลาย (Non-Destructive Test) ที่ใช้ประเมินความยาวของเสาเข็มหรือโครงสร้างใต้ดิน (Foundation Depth Assessment) โดยไม่ต้องขุดเปิดหน้างาน วิธีนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับโครงสร้างเก่าที่ไม่มีแบบก่อสร้าง (As-Built Drawing) หรือเสาเข็มที่ไม่สามารถเข้าถึงหัวเสาได้
การทดสอบทำโดยเจาะหลุมสำรวจ (Borehole) ข้างเสาเข็มในระยะ 1–3 เมตร ให้ลึกกว่าความยาวเสาเข็มที่คาดไว้ จากนั้นตอกหรือกระแทกหัวเสาเข็มเพื่อสร้างคลื่นสั่นสะเทือน แล้วรับสัญญาณด้วย Hydrophone หรือ Geophone ที่ลดระดับลงในหลุมสำรวจทีละช่วง บันทึกเวลาที่คลื่นเดินทางถึงในแต่ละระดับความลึก (Travel Time) วิเคราะห์กราฟ Velocity Profile จะพบว่าความเร็วคลื่นเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ณ ตำแหน่งที่คลื่นเดินทางจากเสาเข็มไปสู่ชั้นดินโดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับความยาวปลายเสาเข็ม
Seismic PIT (Low Strain) ใช้ตรวจสอบ ความสมบูรณ์ของเสาเข็ม (Integrity) ว่ามีรอยแตกหรือข้อบกพร่องหรือไม่ แต่มีข้อจำกัดในการประเมินความยาวของเสาเข็มที่มีอัตราส่วนความยาวต่อเส้นผ่านศูนย์กลางสูง (L/D > 30) ส่วน Parallel Seismic ออกแบบมาเพื่อ ประเมินความยาว (Length Assessment) โดยเฉพาะ ให้ผลแม่นยำกว่าสำหรับเสาเข็มยาวและโครงสร้างฐานรากที่ซับซ้อน
รายงานการทดสอบเสาเข็มทุกฉบับรับรองโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ใช้ประกอบการออกแบบโครงสร้างและยื่นต่อหน่วยงานราชการได้ทันที
โดยทั่วไป 1–2% ของจำนวนเสาเข็มทั้งหมด หรือตามที่วิศวกรออกแบบกำหนด อาคารขนาดเล็กอาจทดสอบ 2–3 ต้น อาคารขนาดใหญ่อาจต้องการมากกว่านั้น
ทำได้กับเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงตอก เสาเข็มเจาะหล่อกับที่ เสาเข็มเหล็ก และเสาเข็มไม้ ทีมวิศวกรจะแนะนำวิธีที่เหมาะสมตามประเภทเสาเข็ม
การทดสอบ 1 ต้นใช้เวลา 1–3 วัน ขึ้นกับโปรโตคอลการทดสอบ (Quick Test หรือ Slow Maintained Load) รวมเวลาเตรียมอุปกรณ์และติดตั้งน้ำหนักอีก 1–2 วัน
Seismic Test บอกได้เฉพาะความสมบูรณ์ของเสาเข็ม (ว่ามีรอยแตก หักงอ หรือหัก) ไม่สามารถระบุกำลังรับน้ำหนักได้ หากต้องการกำลังรับน้ำหนักต้องทำ Dynamic หรือ Static Load Test
ได้ครับ รายทดสอบเสาเข็มของ SPN รับรองโดยวิศวกร ใช้ยื่นต่อกรมโยธาธิการ กรมทางหลวง และหน่วยงานราชการทุกแห่งได้ทันที
CSL คือการทดสอบคุณภาพคอนกรีตภายในเสาเข็มเจาะ (Bored Pile) โดยส่งคลื่นอัลตราโซนิกระหว่างท่อที่ฝังไว้ล่วงหน้า วิเคราะห์ความเร็วคลื่นเพื่อหาตำแหน่งที่คอนกรีตมีโพรงหรือคุณภาพต่ำ ตามมาตรฐาน ASTM D6760
การทดสอบแรงดึงเสาเข็ม (ASTM D3689) คือการออกแรงดึงขึ้นบนหัวเสาเข็มเพื่อหากำลังรับแรงดึงสูงสุด ใช้กับโครงสร้างที่รับแรงยก เช่น หอคอยสายส่งไฟฟ้า ท่าเทียบเรือ และอาคารรับแรงลมสูง
ใช้ทดสอบกำลังรับแรงด้านข้างของเสาเข็ม (ASTM D3966) เหมาะสำหรับเสาเข็มสะพาน ท่าเทียบเรือ โครงสร้างกันดิน และอาคารในพื้นที่แผ่นดินไหว โดยวัด Lateral Deflection ที่แต่ละระดับโหลด
Parallel Seismic Test (ASTM D5882 / D7949) คือการทดสอบแบบไม่ทำลายเพื่อประเมินความยาวของเสาเข็มหรือโครงสร้างใต้ดิน โดยไม่ต้องขุดเปิดหน้างาน เหมาะสำหรับโครงสร้างเก่าที่ไม่มีแบบก่อสร้าง อาคารที่ต้องการต่อเติม สะพาน และโครงสร้างชลประทานที่เข้าถึงยาก
Seismic PIT (Low Strain) ใช้ตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม (Integrity) ว่ามีรอยแตกหรือข้อบกพร่องหรือไม่ แต่มีข้อจำกัดสำหรับเสาเข็มยาว ส่วน Parallel Seismic ออกแบบมาเพื่อประเมินความยาวเสาเข็ม (Length Assessment) โดยเฉพาะ ให้ผลแม่นยำกว่าสำหรับเสาเข็มที่มี L/D สูงและโครงสร้างที่ซับซ้อน
Seismic PIT ใช้คลื่นจากการเคาะหัวเสาเข็ม เหมาะกับเสาเข็มทุกประเภท รวดเร็วและราคาต่ำ แต่ความละเอียดต่ำกว่า CSL ส่วน CSL ใช้ท่อที่ฝังไว้ล่วงหน้า ให้ผลแม่นยำสูงกว่า เหมาะกับเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ที่ต้องการผลละเอียด
ติดต่อทีมวิศวกรของเราเพื่อรับคำแนะนำและใบเสนอราคา ภายใน 24 ชั่วโมง ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย