บทความนี้เล่าจากงานจริงว่าผลที่ได้หน้าตาเป็นอย่างไร อ่านอย่างไร และทำไมตัวเลขความยาวเสาเข็มเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องนำไปซ้อนกับผลเจาะสำรวจดินก่อน จึงจะตอบคำถามของวิศวกรผู้ออกแบบได้ ส่วนหลักการของวิธีทดสอบอ่านได้ที่ Parallel Seismic Test คืออะไร

โจทย์ของโครงการนี้คืออะไร?

โจทย์คือการหาข้อมูล 2 อย่างให้วิศวกรผู้ออกแบบก่อนเริ่มคำนวณ คือ เสาเข็มเดิมยาวเท่าไร และ ใต้ดินบริเวณนั้นเป็นชั้นดินอะไร โครงการนี้เป็น การตรวจสอบโครงสร้างเพื่อเป็นข้อมูลปรับปรุงอาคาร ของโรงงานเดิมที่ใช้งานมาหลายปี เจ้าของต้องการปรับปรุงอาคาร แต่ไม่มีแบบก่อสร้างหรือบันทึกการตอกเสาเข็มเหลืออยู่

SPN รับทำทั้งสองส่วนในโครงการเดียว เพื่อให้ข้อมูลเสาเข็มและชั้นดินใช้ระดับอ้างอิงเดียวกัน ขอบเขตงานมี 2 ส่วน

  • Parallel Seismic Test จำนวน 2 ต้น (TP#1 และ TP#2) ภายในอาคาร ทดสอบวันที่ 24 กันยายน 2026 อ้างอิงวิธีตาม ASTM D8381/D8381M-21
  • เจาะสำรวจดิน 1 หลุม (BH-1) ลึก 30.45 เมตร ภายในอาคาร เจาะวันที่ 15–16 กันยายน 2026 พร้อมทดสอบดินในห้องปฏิบัติการ
เครื่องบันทึกสัญญาณ Parallel Seismic ของ SPN วางด้านหน้า ขณะวิศวกรเคาะฐานรากที่ขุดเปิดไว้ข้างท่อ PVC ภายในอาคารโรงงาน จ.สมุทรปราการ
ทีม SPN ทดสอบ Parallel Seismic เสาเข็ม TP#1 ภายในโรงงาน — เครื่องบันทึกสัญญาณอยู่ด้านหน้า ด้านหลังคือจุดขุดเปิดฐานรากและท่อ PVC ที่ฝังไว้ข้างเสาเข็ม (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ติดตั้งท่อและทดสอบ Parallel Seismic หน้างานอย่างไร?

Parallel Seismic ต้องมีท่อสำหรับหย่อนเซนเซอร์ขนานกับเสาเข็ม แล้วเคาะที่ฐานรากเพื่อวัดเวลาที่คลื่นเดินทางมาถึงแต่ละระดับความลึก งานนี้เจาะดินแล้วฝังท่อ PVC ขนาด 2 นิ้วข้างเสาเข็มแต่ละต้น เติมน้ำในท่อเป็นตัวกลางส่งคลื่น จากนั้นเคาะค้อนที่ฐานราก แล้วดึงหัวรับสัญญาณ (Hydrophone) ขึ้นทีละประมาณ 0.5 เมตรต่อการเคาะหนึ่งครั้ง

แบบจำลอง 3 มิติ การทดสอบ Parallel Seismic เสาเข็ม TP#1 และ TP#2 กับหลุมเจาะ BH-1 ภายในโรงงาน (ภาพเชิงแนวคิด) ภาพสามมิติเชิงแนวคิดของพื้นโรงงานที่ตัดให้เห็นหน้าตัดดินด้านหน้า บนพื้นมีจุดขุดเปิดฐานรากของเสาอาคาร 2 จุด คือเสาเข็ม TP#1 ทางซ้ายและ TP#2 ทางขวา ข้างเสาเข็มแต่ละต้นมีท่อ PVC ขนาด 2 นิ้วเติมน้ำฝังขนานลงไปในดิน ห่างเสาเข็ม 1.20 เมตรที่ TP#1 และ 1.40 เมตรที่ TP#2 ปากท่อโผล่เหนือพื้นเล็กน้อย และปลายท่อลึกกว่าปลายเสาเข็ม ที่ TP#1 วิศวกรเคาะค้อนลงบนฐานราก คลื่นวิ่งลงตามเสาเข็มแล้วผ่านดินไปถึงหัวรับสัญญาณ Hydrophone ที่ห้อยอยู่ในท่อ ซึ่งถูกดึงขึ้นทีละประมาณ 0.5 เมตรต่อการเคาะหนึ่งครั้ง สายสัญญาณต่อขึ้นมายังเครื่องบันทึกสัญญาณบนพื้นโรงงานซึ่งมีวิศวกรอีกคนเฝ้าอ่านค่า ระหว่างสองจุดทดสอบเป็นตำแหน่งหลุมเจาะสำรวจดิน BH-1 ลึก 30.45 เมตร หน้าตัดดินแสดงดินถมช่วง 0 ถึง 1.50 เมตร ดินเหนียวอ่อนมากถึงแข็งปานกลางช่วง 1.50 ถึง 23.00 เมตร และดินเหนียวแข็งมากช่วง 23.00 ถึง 30.45 เมตร โดยย่อความลึกช่วงกลางด้วยรอยตัด จุดสีแดงคือปลายเสาเข็ม TP#1 ที่ประมาณ 23.35 เมตร และ TP#2 ที่ประมาณ 22.60 เมตรจากพื้นโรงงาน ซึ่งอยู่คร่อมรอยต่อชั้นดินที่ 23.0 เมตร หมายเลข 1 ถึง 6 ในภาพตรงกับคำอธิบายในกรอบด้านล่าง ตำแหน่งในผังและสัดส่วนในภาพเป็นภาพเชิงแนวคิด ไม่ตามมาตราส่วน แบบจำลอง 3 มิติ (3D): ทดสอบ TP#1 · TP#2 และหลุมเจาะ BH-1 ในโรงงาน แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ≈ 23.35 ม. ≈ 22.60 ม. TP#1 TP#2 BH-1 1 2 2 3 4 5 5 6 ดินถม 0–1.50 ม. ดินเหนียวอ่อนมาก ถึงแข็งปานกลาง 1.50–23.00 ม. ดินเหนียวแข็งมาก 23.00–30.45 ม. รอยตัด = ย่อความลึก ลูกศรส้ม = คลื่นจากค้อนวิ่งลงเสาเข็ม แล้วผ่านดินถึงท่อ ภาพเชิงแนวคิด · ตำแหน่งในผังและสัดส่วนไม่ใช่ข้อมูลโครงการจริง 1 เคาะค้อนที่ฐานราก ของเสาเข็มต้นที่ทดสอบ 4 เครื่องบันทึกสัญญาณบนพื้นโรงงาน บันทึกเวลาที่คลื่นมาถึงทุกระดับความลึก 2 ท่อ PVC 2 นิ้ว เติมน้ำ ข้างเสาเข็ม ห่างเสาเข็ม 1.20 ม. (TP#1) และ 1.40 ม. (TP#2) 5 ปลายเสาเข็มจากพื้นโรงงาน TP#1 ≈ 23.35 ม. · TP#2 ≈ 22.60 ม. 3 Hydrophone ในท่อ ดึงขึ้นทีละประมาณ 0.5 ม. ต่อการเคาะ 1 ครั้ง 6 หลุมเจาะ BH-1 ลึก 30.45 ม. รอยต่อชั้นดินที่ 23.0 ม. ตรงระดับปลายเสาเข็ม
แบบจำลอง 3 มิติเชิงแนวคิดของการทดสอบงานนี้ — เคาะค้อนที่ฐานรากของ TP#1 และ TP#2 แล้วรับคลื่นด้วย Hydrophone ในท่อ PVC 2 นิ้วเติมน้ำข้างเสาเข็ม โดยมีหลุมเจาะ BH-1 อยู่ภายในอาคารเดียวกัน ตำแหน่งในผังและสัดส่วนไม่ตามมาตราส่วน (ภาพ: SPN Soil Engineering)

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

การติดตั้งท่อ Parallel Seismic ของงานนี้
รายการTP#1TP#2
ระยะท่อห่างจากเสาเข็ม1.20 ม.1.40 ม.
ความลึกท่อ (จากปากท่อ)29.15 ม.30.80 ม.
ขนาดท่อPVC 2 นิ้ว เติมน้ำ
ระยะดึงเซนเซอร์ประมาณ 0.5 ม. ต่อการเคาะ 1 ครั้ง
จุดเคาะบนฐานรากของเสาเข็มต้นที่ทดสอบ

ตัวเลขที่ควรสังเกตมี 2 ข้อ

  • ท่อลึกเกินปลายเข็มที่พบราว 5–8 เมตร เพราะการจะเห็นว่ากราฟหักเปลี่ยนความชัน ต้องมีข้อมูลใต้ปลายเข็มหลายจุด ถ้าท่อตื้นจนจบใกล้ปลายเข็มพอดี ผลจะสรุปไม่ได้
  • ระยะท่อ 1.20–1.40 ม. อยู่ในเกณฑ์ที่รายงานกำหนด คือไม่ควรห่างเกิน 2.5 ม. และท่อต้องไม่เอียง

รูปตัดด้านล่างรวมทุกองค์ประกอบของงานนี้ไว้ในภาพเดียว ตั้งแต่จุดเคาะบนฐานราก ท่อ PVC ข้างเสาเข็ม ตำแหน่งเซนเซอร์ ไปจนถึงชั้นดินจากหลุม BH-1 ความลึกในภาพเป็นไปตามมาตราส่วนจริงเทียบพื้นโรงงาน จึงเห็นได้ทันทีว่าท่อลงลึกเกินปลายเข็มเท่าไร และปลายเข็มอยู่ตรงไหนของชั้นดิน

รูปตัดการทดสอบ Parallel Seismic เสาเข็ม TP#1 ซ้อนกับชั้นดินจากหลุมเจาะ BH-1 ความลึกตามมาตราส่วนอ้างอิงพื้นโรงงาน รูปตัดจำลองเชิงหลักการ ความลึกตามมาตราส่วนจากพื้นโรงงาน 0 ถึง 30 เมตร แนวนอนและส่วนเหนือพื้นไม่ตามมาตราส่วน หมายเลขหนึ่ง เคาะค้อนที่ฐานรากส่งคลื่นลงเสาเข็มเดิม หมายเลขสอง ท่อ PVC 2 นิ้วเติมน้ำ ห่างเสาเข็ม 1.20 เมตร ปากท่อสูงกว่าพื้น 0.40 เมตร ก้นท่อประมาณ 28.75 เมตร หมายเลขสาม Hydrophone ถูกดึงขึ้นทีละประมาณ 0.5 เมตรต่อการเคาะหนึ่งครั้ง หมายเลขสี่ ข้างตัวเสาเข็มคลื่นวิ่งในคอนกรีตประมาณ 4,000 เมตรต่อวินาที หมายเลขห้า ใต้ปลายเสาเข็มคลื่นต้องผ่านดินประมาณ 1,500 เมตรต่อวินาที หมายเลขหก ปลายเสาเข็ม TP#1 ประมาณ 23.35 เมตร TP#2 ประมาณ 22.60 เมตร ตรงรอยต่อชั้นดิน 23.0 เมตร หมายเลขเจ็ด หลุมเจาะ BH-1 ลึก 30.45 เมตร ระดับน้ำใต้ดิน 1.00 เมตร SPT-N 8 ที่ 22.5 เมตร และ 20 ที่ 24.0 เมตร หมายเลขแปด เครื่องบันทึกสัญญาณบนพื้นโรงงาน ชั้นดิน ดินถม 0 ถึง 1.5 เมตร ดินเหนียวอ่อนถึงแข็งปานกลาง CH ค่า Su 0.67 ถึง 2.63 ตันต่อตารางเมตร ถึง 23.0 เมตร ใต้นั้นดินเหนียวแข็งมากถึงแข็ง Sandy CLAY SPT-N 20 ถึง 55 Parallel Seismic TP#1: ติดตั้ง เคาะ และทางเดินคลื่น ความลึกตามมาตราส่วน · แนวนอนไม่ตามมาตราส่วน 0 5 10 15 20 25 30 ← ความลึกจากพื้นโรงงาน (ม.) ฐานราก เสาเข็มเดิม TP#1 เสาอาคาร 1 2 ก้นท่อ ≈ 28.75 ม. 1.20 ม. 4 ดึงขึ้น ~0.5 ม./ครั้ง 3 5 ปลายเข็ม ≈ 23.35 ม. (TP#2 ≈ 22.60 ม.) 6 รอยต่อชั้นดิน 23.0 ม. BH-1 ▽ −1.00 N=8 N=20 ก้นหลุม 30.45 ม. 7 เครื่องบันทึก 8 ชั้นดิน (BH-1) ดินถม 0–1.5 ม. ดินเหนียวอ่อน– แข็งปานกลาง (CH) Su 0.67–2.63 ตัน/ม.² ดินเหนียวแข็งมาก –แข็ง (Sandy CLAY) SPT-N 20–55 ใต้ 23.0 ม. 23.0 ม. 4 ข้างเสาเข็ม คลื่นเร็ว ~4,000 ม./วินาที 5 ใต้ปลายเข็ม ผ่านดินช้า ~1,500 ม./วินาที 6 จุดหักของเวลา = ปลายเสาเข็ม
รูปตัดจำลองเชิงหลักการของการทดสอบ Parallel Seismic เสาเข็ม TP#1 ซ้อนกับชั้นดินจาก BH-1 — ความลึกตามมาตราส่วนเทียบพื้นโรงงาน ส่วนระยะแนวนอนและส่วนเหนือพื้นไม่ตามมาตราส่วน (ภาพ: SPN Soil Engineering)
  1. เคาะค้อนที่ฐานราก ส่งคลื่นลงเสาเข็มเดิม
  2. ท่อ PVC 2 นิ้วเติมน้ำ ห่างเสาเข็ม 1.20 ม. ยาว 29.15 ม. จากปากท่อ
  3. Hydrophone ถูกดึงขึ้นทีละประมาณ 0.5 ม. ต่อการเคาะ 1 ครั้ง
  4. ข้างตัวเสาเข็ม คลื่นวิ่งในคอนกรีต ~4,000 ม./วินาที
  5. ใต้ปลายเสาเข็ม คลื่นต้องผ่านดิน ~1,500 ม./วินาที กราฟจึงเปลี่ยนความชัน
  6. ปลายเสาเข็ม TP#1 ≈ 23.35 ม. (TP#2 ≈ 22.60 ม.) ตรงรอยต่อชั้นดิน 23.0 ม.
  7. หลุมเจาะ BH-1 ลึก 30.45 ม. SPT-N = 8 ที่ 22.5 ม. → 20 ที่ 24.0 ม.
  8. เครื่องบันทึกสัญญาณ บนพื้นโรงงาน บันทึกเวลาคลื่นมาถึงทุกระดับความลึก
ท่อ PVC สำหรับทดสอบ Parallel Seismic ฝังข้างฐานรากเสาอาคารในโรงงาน ล้อมด้วยกรวยจราจรและเทปกั้น สายสัญญาณต่อไปยังรถทดสอบด้านหลัง
ท่อ PVC 2 นิ้วของเสาเข็ม TP#2 ฝังห่างเสาเข็ม 1.40 ม. ข้างฐานรากเสาอาคาร — ปากท่อโผล่เหนือพื้นเล็กน้อย จึงต้องบันทึกระดับปากท่อเทียบพื้นทุกครั้ง (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ผล Parallel Seismic อ่านอย่างไร ได้ความยาวเสาเข็มเท่าไร?

ปลายเสาเข็มของงานนี้ลึก 23.35 ม. (TP#1) และ 22.60 ม. (TP#2) จากพื้นโรงงาน โดยอ่านจากจุดที่กราฟเปลี่ยนความชัน ผลของ Parallel Seismic คือกราฟ เวลาที่คลื่นมาถึงเซนเซอร์เทียบกับความลึก ช่วงที่เซนเซอร์อยู่ข้างตัวเสาเข็ม คลื่นวิ่งลงตามคอนกรีตซึ่งเร็ว (งานนี้ใช้ค่าวิเคราะห์ 4,000 ม./วินาที) จุดข้อมูลจึงเรียงเป็นเส้นตรงชัน พอเซนเซอร์ลงลึกเลยปลายเข็ม คลื่นต้องวิ่งผ่านดินซึ่งช้ากว่า (ราว 1,500 ม./วินาที) ความชันของกราฟจึงเปลี่ยน จุดที่ความชันเปลี่ยนคือระดับปลายเสาเข็ม

อ่านกราฟ Parallel Seismic ของเสาเข็ม TP#1 จุดที่ความชันเปลี่ยนคือปลายเสาเข็ม และการแปลงระดับอ้างอิงจากปากท่อเป็นพื้นโรงงาน แผนภาพจำลองเชิงหลักการจากค่าของเสาเข็ม TP#1 ท่อห่างเสาเข็ม 1.20 เมตร แกนนอนคือเวลาที่คลื่นมาถึงเซนเซอร์ 0 ถึง 10 มิลลิวินาที แกนตั้งคือความลึกจากปากท่อ PVC 0 ถึง 30 เมตร จุดข้อมูลทุก 0.5 เมตร ช่วง 1 ถึง 23.5 เมตรเรียงเป็นเส้นตรงชัน ความชันเท่ากับความเร็วคลื่นในเสาเข็มประมาณ 4,000 เมตรต่อวินาที ใต้ 23.75 เมตรจุดข้อมูลเปลี่ยนความชัน ความเร็วประมาณ 1,500 เมตรต่อวินาที เพราะคลื่นต้องวิ่งผ่านดิน จุดเปลี่ยนที่ 23.75 เมตรจากปากท่อ เวลาประมาณ 6.7 มิลลิวินาที คือปลายเสาเข็ม ด้านขวาแสดงการแปลงระดับอ้างอิง ปากท่ออยู่สูงกว่าพื้นโรงงาน 0.40 เมตร จึงลบ 0.40 TP#1 23.75 เมตรจากปากท่อ เท่ากับ 23.35 เมตรจากพื้นโรงงาน TP#2 23.00 เท่ากับ 22.60 เมตร แถบล่างสรุปวิธีอ่าน หาจุดหักของแนวจุด อ่านความลึกที่จุดหัก และแปลงระดับอ้างอิงก่อนเทียบผลเจาะดิน อ่านกราฟ Parallel Seismic: จุดหัก = ปลายเสาเข็ม แผนภาพจำลองจากค่าของเสาเข็ม TP#1 0 2 4 6 8 10 0 5 10 15 20 25 30 เวลาที่คลื่นมาถึงเซนเซอร์ (มิลลิวินาที) ← ความลึกจากปากท่อ PVC (ม.) ปลายเสาเข็ม ≈ 23.75 ม. (จากปากท่อ) ช่วงเสาเข็ม: เส้นชัน ในคอนกรีต ~4,000 ม./วินาที ใต้ปลายเข็ม: ความชันเปลี่ยน ผ่านดิน ~1,500 ม./วินาที จุดวัดทุก 0.5 ม. (ดึงเซนเซอร์ขึ้นในท่อเติมน้ำ) แปลงระดับอ้างอิงก่อนใช้ พื้นโรงงาน ±0.00 ปากท่อ 0.40 ปลายเข็ม จากพื้น = จากปากท่อ − 0.40 ปากท่อ พื้นโรงงาน TP#1 23.75 ม. → 23.35 ม. TP#2 23.00 ม. → 22.60 ม. 1 หาจุดหักของแนวจุด ความชัน = ความเร็วคลื่น 2 อ่านความลึกที่จุดหัก = ปลายเสาเข็ม 3 แปลงระดับอ้างอิง ก่อนเทียบผลเจาะดิน
แผนภาพจำลองเชิงหลักการของกราฟ Parallel Seismic โดยใช้ระยะท่อและค่าความเร็วคลื่นของเสาเข็ม TP#1 — จุดข้อมูลช่วงบนเรียงตามความเร็วคลื่นในเสาเข็ม ช่วงล่างเปลี่ยนความชันตามความเร็วคลื่นในดิน จุดเปลี่ยนคือปลายเสาเข็ม (ภาพ: SPN Soil Engineering)

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ผลทดสอบหาความยาวเสาเข็มเดิม (24 ก.ย. 2026)
เสาเข็มความลึกปลายเข็ม จากปากท่อ PVCความลึกปลายเข็ม จากพื้นโรงงาน
TP#123.75 ม.23.35 ม.
TP#223.00 ม.22.60 ม.
วิศวกร SPN บันทึกข้อมูลความลึกของเซนเซอร์และตรวจสัญญาณบนเครื่อง Parallel Seismic จากท้ายรถทดสอบภายในโรงงาน
บันทึกความลึกเซนเซอร์คู่กับสัญญาณทุกครั้งที่เคาะ ข้อมูลชุดนี้คือจุดบนกราฟเวลาเทียบความลึก (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ทำไมผลมี 2 ค่า และระดับอ้างอิงสำคัญแค่ไหน?

ปากท่อ PVC อยู่สูงกว่าพื้นโรงงาน 0.40 ม. รายงานจึงให้ค่า 2 ชุด ค่าที่ใช้งานได้จริงคือ ค่าที่อ้างอิงพื้นโรงงาน เพราะเป็นระดับเดียวกับที่ผู้ออกแบบใช้ และหลุมเจาะ BH-1 ก็เริ่มเจาะจากพื้นโรงงานเช่นกัน

ความคลาดเคลื่อน 0.40 ม. ดูเหมือนน้อย แต่ในงานนี้ปลายเข็มอยู่ใกล้รอยต่อชั้นดินมาก ถ้าเทียบผิดระดับ ข้อสรุปว่าปลายเข็มอยู่ในชั้นไหนอาจเปลี่ยนได้ทันที

อีกข้อที่ต้องเข้าใจคือ ผลรายงานเป็น "ความลึกโดยประมาณ" ความละเอียดขึ้นกับระยะดึงเซนเซอร์ (ในที่นี้ทุก 0.5 ม.) ระยะท่อ และการลากเส้นหาจุดหักของกราฟ เสาเข็ม 2 ต้นในอาคารเดียวกันยาวต่างกัน 0.75 ม. ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเสาเข็มตอกในอาคารเก่า การทดสอบมากกว่า 1 ต้นจึงช่วยให้เห็นช่วงของความยาวจริง

ผลเจาะสำรวจดิน BH-1 บอกอะไร?

หลุม BH-1 พบดินเหนียวอ่อนหนาราว 21.5 ม. ก่อนถึงชั้นดินเหนียวแข็งที่ความลึก 23.0 ม. หลุมนี้เจาะแบบ Rotary Wash Boring เก็บตัวอย่างดินคงสภาพด้วยกระบอกบาง (Shelby Tube) ตาม ASTM D1587 ในชั้นดินเหนียวอ่อน และทดสอบ SPT ตาม ASTM D1586 ในชั้นดินแข็ง ทุกระยะ 1.5 ม. วัดระดับน้ำใต้ดินได้ที่ −1.00 ม. ชั้นดินสรุปได้ดังนี้

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ลำดับชั้นดินจากหลุมเจาะ BH-1
ความลึก (ม.)ลักษณะชั้นดินค่าทดสอบสำคัญ
0.00–1.50ดินถม / Fill Materials—
1.50–23.00ดินเหนียวอ่อนมากถึงแข็งปานกลาง สีเทา (CH)Su 0.67–2.63 ตัน/ม.² · ความชื้นธรรมชาติสูงถึงราว 96%
23.00–30.45ดินเหนียวแข็งมากถึงแข็ง และ Sandy CLAY (CH, CL)SPT-N 20–55 ครั้ง/ฟุต

ลำดับชั้นดินแบบนี้คือชั้นดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ ที่พบทั่วไปในสมุทรปราการ ถ้าอยากอ่าน Boring Log เองให้คล่อง ดูได้ที่ Boring Log อ่านอย่างไร และ SPT N-Value แปลผลยังไง

ช่างเจาะของ SPN ควบคุมเครื่องเจาะแบบ Rotary ข้างเสาอาคารภายในโรงงาน มีถังน้ำโคลนและเครื่องยนต์ขับปั๊มอยู่ด้านหน้า
เจาะแบบฉีดล้าง (Wash Boring) เก็บตัวอย่างดินทุก 1.5 ม. จนถึงความลึก 30.45 ม. — ลึกกว่าปลายเข็มที่พบราว 7 ม. เพื่อให้เห็นชั้นดินใต้ปลายเข็มชัดเจน (ภาพ: SPN Soil Engineering)

เอาผลทั้งสองมาซ้อนกัน ได้ข้อสรุปอะไร?

เมื่อวางความยาวเสาเข็มลงบน Boring Log โดยใช้ระดับอ้างอิงเดียวกัน จะเห็นว่า ปลายเสาเข็มทั้งสองต้น (22.60–23.35 ม.) อยู่ตรงรอยต่อชั้นดินที่ 23.0 ม. พอดี ตัวอย่าง SPT ที่ 22.5 ม. ยังเป็นดินเหนียวแข็งปานกลาง (N = 8) ขณะที่ 24.0 ม. เป็นดินเหนียวแข็งมาก (N = 20)

ซ้อนผล Parallel Seismic กับ Boring Log BH-1 บนระดับอ้างอิงพื้นโรงงาน ปลายเสาเข็ม TP#1 และ TP#2 คร่อมรอยต่อชั้นดิน แกนตั้งคือความลึกจากพื้นโรงงาน 0 ถึง 31 เมตรตามมาตราส่วน คอลัมน์ซ้ายเป็นชั้นดินจาก BH-1 ดินถม 0 ถึง 1.5 เมตร ดินเหนียวอ่อนมากถึงแข็งปานกลาง CH ค่า Su ประมาณ 0.67 ถึง 2.63 ตันต่อตารางเมตร ถึง 23.0 เมตร และดินเหนียวแข็งมากถึงแข็ง Sandy CLAY SPT-N 20 ถึง 55 ด้านล่าง ระดับน้ำใต้ดิน 1.00 เมตร พร้อมเสาเข็มเดิม TP#1 และท่อ PVC ห่าง 1.20 เมตร ก้นท่อประมาณ 28.75 เมตร คอลัมน์กลางเป็นกราฟแท่ง SPT-N ตามความลึก N เท่ากับ 8 ที่ 22.5 เมตร 20 ที่ 24.0 เมตร 24 ที่ 25.5 เมตร 26 ที่ 27.0 เมตร 55 ที่ 28.5 เมตร และ 44 ที่ 30.0 เมตร ก้นหลุม 30.45 เมตร แถบสีแดงพาดทุกคอลัมน์คือช่วงปลายเสาเข็ม TP#2 ประมาณ 22.60 เมตรถึง TP#1 ประมาณ 23.35 เมตร ซึ่งคร่อมรอยต่อชั้นดิน 23.0 เมตร ด้านขวาสรุปว่าปลายเข็มอยู่ตรงรอยต่อชั้นดินพอดี ค่าการรับน้ำหนักจึงอ่อนไหวต่อปลายเข็มที่ต่างกันเพียงไม่กี่สิบเซนติเมตร ซ้อนผล Parallel Seismic กับ Boring Log BH-1 ความลึกอ้างอิงพื้นโรงงาน (ตามมาตราส่วน) 0 5 10 15 20 25 30 ← ความลึกจากพื้นโรงงาน (ม.) ชั้นดิน + เสาเข็ม ดินถม ดินเหนียวอ่อนมาก– แข็งปานกลาง (CH) Su ≈ 0.67–2.63 ตัน/ม.² ดินเหนียวแข็งมาก–แข็ง Sandy CLAY · N 20–55 เสาเข็มเดิม TP#1 ท่อ PVC ห่าง 1.20 ก้นท่อ ≈ 28.75 ▽ −1.00 SPT-N (BH-1) · ครั้ง/30 ซม. 0 20 40 60 8 20 24 26 55 44 ก้นหลุม 30.45 ม. ข้อมูล N ช่วงรอยต่อชั้น ปลายเข็มกับชั้นดิน TP#1 ≈ 23.35 ม. TP#2 ≈ 22.60 ม. รอยต่อชั้น ≈ 23.0 ม. SPT-N 8 → 20 (22.5 → 24.0 ม.) ปลายเข็มอยู่ตรงรอยต่อ ชั้นดินพอดี ค่ารับน้ำหนักจึงอ่อนไหว ต่อปลายเข็มที่ต่างกัน เพียงไม่กี่สิบ ซม. แถบแดง = ช่วงปลายเสาเข็ม TP#2 (22.60) ถึง TP#1 (23.35) · แนวนอนไม่ตามมาตราส่วน
ซ้อนความยาวเสาเข็มจาก Parallel Seismic กับชั้นดินจาก BH-1 บนระดับอ้างอิงพื้นโรงงาน — แถบสีแดงคือช่วงปลายเสาเข็มของ TP#1 และ TP#2 ซึ่งคร่อมรอยต่อชั้นดินเหนียวอ่อนกับชั้นดินเหนียวแข็ง (ภาพ: SPN Soil Engineering) กราฟแท่งกลางคือค่า SPT-N ของ BH-1 ตามความลึก

ข้อสรุปนี้สำคัญกับผู้ออกแบบ เพราะแรงต้านทานที่ปลายเข็มขึ้นกับชั้นดินที่ปลายเข็มวางอยู่ ต้นที่ปลายเข็มแตะชั้นดินแข็งกับต้นที่ปลายเข็มยังอยู่ในดินเหนียวแข็งปานกลาง อาจให้ค่ารับน้ำหนักต่างกันชัดเจน ทั้งที่ความยาวต่างกันไม่ถึง 1 เมตร

ข้อมูลชุดนี้เป็นข้อมูลตั้งต้นให้วิศวกรผู้ออกแบบนำไปประเมินต่อ เช่น เลือกใช้ค่าที่ระมัดระวังสำหรับต้นที่ปลายเข็มยังไม่ถึงชั้นดินแข็ง หรือพิจารณาว่าต้องการข้อมูลเพิ่มหรือไม่ การตัดสินว่าฐานรากเดิมรับน้ำหนักใหม่ได้เท่าไร และต้อง เสริมกำลังฐานราก หรือไม่ เป็นดุลยพินิจของวิศวกรผู้รับผิดชอบโครงการ

💡 Parallel Seismic ตอบได้แค่ไหน

Parallel Seismic บอก "ความยาว" เสาเข็มเป็นหลัก ไม่ได้บอกกำลังรับน้ำหนัก ขนาดหน้าตัด หรือความสมบูรณ์ของเนื้อเสาเข็ม ถ้าต้องการรู้เรื่องเหล่านั้นต้องใช้วิธีอื่นเพิ่ม เช่น ขุดเปิดดูหัวเสาเข็ม หรือ Seismic Integrity Test เมื่อเข้าถึงหัวเสาเข็มได้

บทเรียนจากงานนี้ สำหรับคนที่จะปรับปรุงอาคารเดิม

งานนี้ให้บทเรียน 5 ข้อสำหรับการหาข้อมูลฐานรากเดิมก่อนปรับปรุงอาคาร

  • ทำ Parallel Seismic คู่กับเจาะสำรวจดินเสมอ — ความยาวเสาเข็มอย่างเดียวไม่บอกว่าปลายเข็มวางอยู่บนอะไร
  • เจาะดินให้ลึกเกินปลายเข็มที่คาดไว้ — งานนี้เจาะถึง 30.45 ม. จึงเห็นทั้งรอยต่อชั้นดินและชั้นแข็งด้านล่าง
  • ฝังท่อให้ลึกเกินปลายเข็มหลายเมตร ตรง ขนาน และห่างเสาเข็มไม่เกินราว 2.5 ม.
  • กำหนดระดับอ้างอิงเดียวกันทุกข้อมูล — ปากท่อ พื้นอาคาร และปากหลุมเจาะ ต้องแปลงมาเป็นระดับเดียวกันก่อนเทียบ
  • ทดสอบมากกว่า 1 ต้น — เสาเข็มในอาคารเดียวกันยาวไม่เท่ากันได้ งานนี้ต่างกัน 0.75 ม.

ถ้ากำลังวางแผนตรวจอาคารเก่าก่อนปรับปรุงหรือต่อเติม อ่านภาพรวมได้ที่ อาคารเก่าก่อนต่อเติม ต้องตรวจโครงสร้างอะไรบ้าง หรือดูบริการ ตรวจสอบโครงสร้างแบบไม่ทำลาย (NDE) และ เจาะสำรวจดิน ของ SPN

ค่าบริการ Parallel Seismic และเจาะสำรวจดินขึ้นกับจำนวนเสาเข็ม ความลึกท่อและหลุมเจาะ และสภาพพื้นที่ทำงานภายในอาคาร จึงประเมินเป็นรายโครงการ ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม. ที่ หน้าติดต่อ SPN ทั้งนี้ราคายังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน

⚠️ หมายเหตุเรื่องข้อมูลในกรณีศึกษา

ตัวเลขและภาพถ่ายในบทความมาจากงานทดสอบจริงของ SPN โดยไม่ระบุชื่อเจ้าของอาคาร กราฟ Parallel Seismic และรูปตัดในบทความเป็นแผนภาพจำลองเชิงหลักการที่สร้างจากค่าของโครงการ ไม่ใช่กราฟต้นฉบับ และข้อสรุปในบทความเป็นการอธิบายเชิงความรู้ ไม่ใช่ผลการออกแบบฐานราก