วิศวกร SPN เคาะทดสอบ Seismic Integrity Test ที่หัวเสาเข็มด้วยค้อนพร้อมเซนเซอร์วัดคลื่นหน้างานจริง
การทดสอบ Seismic Integrity Test ทำโดยเคาะหัวเสาเข็มด้วยค้อนมือ แล้ววัดคลื่นสะท้อนด้วยเซนเซอร์ที่หัวเข็ม (ภาพ: SPN Soil Engineering)

Seismic Integrity Test อ่านผลจากอะไร?

Seismic Integrity Test (หรือ Low Strain Pile Integrity Test) อ่านผลจาก กราฟความเร็วคลื่น (Velocity) เทียบกับเวลา การทดสอบทำโดยเคาะหัวเสาเข็มด้วยค้อนมือ (Hand-held Hammer) คลื่นความเค้น (Stress Wave) จะวิ่งลงไปตามตัวเสาเข็ม เมื่อเจอ การเปลี่ยนแปลงของหน้าตัดหรือคุณภาพคอนกรีต (Impedance Change) คลื่นบางส่วนจะสะท้อนกลับขึ้นมาให้เซนเซอร์ที่หัวเข็มจับได้

ตำแหน่งของสิ่งที่คลื่นเจอ คำนวณจากสมการง่าย ๆ:

📐 สมการหาความลึก

ความลึก = (ความเร็วคลื่น × เวลาที่คลื่นสะท้อนกลับ) ÷ 2
ความเร็วคลื่นในเสาเข็มคอนกรีตทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 3,500–4,000 เมตร/วินาที ขึ้นกับกำลังและอายุคอนกรีต

การทดสอบและการแปลผลอ้างอิงมาตรฐาน มยผ.1551-51 และ ASTM D5882 เป็นวิธีที่รวดเร็วและราคาประหยัด จึงนิยมใช้ตรวจคัดกรองความสมบูรณ์เสาเข็มจำนวนมากในโครงการ (ดูพื้นฐานวิธีทดสอบที่ Seismic Integrity Test คืออะไร)

เสาเข็มปกติ กราฟหน้าตาเป็นยังไง?

กราฟของเสาเข็มสมบูรณ์มีองค์ประกอบหลัก 2 จุด และช่วงกลางที่ราบเรียบ

  1. Impact Pulse — ยอดคลื่นแรกตอนเคาะ อยู่ที่ตำแหน่งใกล้ศูนย์ (หัวเสาเข็ม)
  2. Toe Reflection — คลื่นสะท้อนจากปลายเข็ม ปรากฏที่ตำแหน่งตรงกับความยาวเสาเข็มตามแบบ (เช่น เข็มยาว 21 ม. ต้องเห็นสัญญาณสะท้อนที่ประมาณ 21 ม.)

ระหว่างสองจุดนี้ กราฟควร ราบเรียบ ไม่มียอดคลื่นแปลกปลอมที่ชัดเจน ซึ่งหมายความว่าหน้าตัดเสาเข็มสม่ำเสมอตลอดความยาว

ตัวอย่างกราฟ Seismic Test ของเสาเข็มสมบูรณ์ เห็น Impact Pulse ที่หัวเข็มและ Toe Reflection ชัดเจนที่ 7 เมตรตรงตามความยาวเข็มจำลอง จาก มยผ.1551-51
เสาเข็มสมบูรณ์ — เห็นยอดคลื่นตอนเคาะ (0 ม.) และ Toe Reflection ที่ ~7 ม. ตรงกับความยาวเข็มจำลอง ช่วงกลางราบเรียบ (ที่มา: มยผ.1551-51 ภาคผนวก ง, กรมโยธาธิการและผังเมือง — ทดสอบกับเสาเข็มจำลอง)

รูปแบบสัญญาณของ Defect ที่พบบ่อย

สัญญาณที่สะท้อนก่อนถึงปลายเข็ม บอกได้ว่าอาจมีการเปลี่ยนหน้าตัด โดยดูจากทิศทางของคลื่นเทียบกับ Impact Pulse

รูปแบบสัญญาณบนกราฟความหมายที่เป็นไปได้พบบ่อยใน
คลื่นสะท้อน ทิศทางเดียวกับ Impact Pulse ก่อนถึงปลายเข็มหน้าตัดลดลง — คอคอด (Necking), รอยแตก (Crack), โพรง (Void), คอนกรีตคุณภาพต่ำเสาเข็มเจาะช่วงดินอ่อน / เสาเข็มตอกที่แตกร้าว
คลื่นสะท้อน ทิศทางตรงข้ามกับ Impact Pulseหน้าตัดขยาย — เข็มบวม (Bulging) จากคอนกรีตไหลออกในชั้นดินอ่อนเสาเข็มเจาะระบบเปียก
สัญญาณสะท้อนซ้ำ ๆ เป็นจังหวะจากตำแหน่งเดียวรอยแตกหรือรอยต่อที่แยกตัวชัดเจน คลื่นส่วนใหญ่สะท้อนกลับที่จุดนั้นเสาเข็มตอกหลายท่อน / เข็มที่ตอกจนแตก
ไม่เห็น Toe Reflection ที่ความยาวตามแบบคลื่นถูกดูดซับหมดก่อนถึงปลาย (เข็มยาว/แรงเสียดทานสูง) หรือมี defect ใหญ่กั้นเสาเข็มยาวในดินเหนียวแข็ง
Toe Reflection ปรากฏ ตื้นกว่าความยาวตามแบบความยาวเข็มจริงอาจสั้นกว่าแบบ หรือมีรอยแตกขาดที่ตำแหน่งนั้นต้องตรวจสอบร่วมกับบันทึกการก่อสร้าง

ตัวอย่างสัญญาณจริงจากการทดสอบกับเสาเข็มจำลองใน มยผ.1551-51 ภาคผนวก ง ช่วยให้เห็นภาพแต่ละกรณีชัดขึ้น

ตัวอย่างกราฟ Seismic Test เสาเข็มหน้าตัดลดลง (Necking) คลื่นสะท้อนทิศทางเดียวกับ Impact Pulse ปรากฏก่อนถึงปลายเข็ม จาก มยผ.1551-51
หน้าตัดลดลง (Necking) — คลื่นสะท้อนทิศทางเดียวกับยอดคลื่นแรก ปรากฏกลางเข็มก่อนถึง Toe Reflection (ที่มา: มยผ.1551-51 ภาคผนวก ง)
ตัวอย่างกราฟ Seismic Test เสาเข็มแตกร้าว สัญญาณสะท้อนจากรอยร้าวปรากฏชัดก่อนถึงปลายเข็ม จาก มยผ.1551-51
เสาเข็มแตกร้าว — สัญญาณสะท้อนจากรอยร้าวชัดเจนและแอมพลิจูดสูง เพราะคลื่นส่วนใหญ่สะท้อนกลับที่รอยแตก (ที่มา: มยผ.1551-51 ภาคผนวก ง)
ตัวอย่างกราฟ Seismic Test เสาเข็มหน้าตัดเพิ่มขึ้น (Bulging) คลื่นสะท้อนทิศทางตรงข้ามกับ Impact Pulse จาก มยผ.1551-51
หน้าตัดเพิ่มขึ้น (Bulging) — คลื่นสะท้อนทิศทางตรงข้ามกับยอดคลื่นแรก (กดลงก่อนแล้วค่อยขึ้น) ต่างจากกรณีหน้าตัดลด (ที่มา: มยผ.1551-51 ภาคผนวก ง)
⚠️ ข้อควรระวังสำคัญ

รูปแบบสัญญาณเดียวกันอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น สัญญาณสะท้อนกลางเข็มอาจเป็นรอยต่อเสาเข็มตอกตามปกติ ไม่ใช่รอยแตกก็ได้ การสรุปผลจึงต้องทำโดยวิศวกรที่ดูข้อมูลประกอบครบ ทั้งชนิดเสาเข็ม บันทึกการตอก/การเทคอนกรีต และข้อมูลชั้นดิน

ตัวอย่างกราฟ Seismic Test เสาเข็มมีรอยต่อเชื่อม สัญญาณสะท้อนจากรอยต่อคล้ายสัญญาณ defect จาก มยผ.1551-51
เสาเข็มมีการต่อเชื่อม — รอยต่อสร้างสัญญาณสะท้อนกลางเข็มคล้ายรอยแตกได้ ตัวอย่างชัดว่าทำไมต้องเทียบกราฟกับบันทึกตำแหน่งรอยต่อก่อนสรุปผล (ที่มา: มยผ.1551-51 ภาคผนวก ง)

อะไรทำให้กราฟอ่านยาก (ไม่ใช่ defect เสมอไป)?

บางปัจจัยสร้างสัญญาณคล้าย defect หรือทำให้ Toe Reflection จางลง ทั้งที่เสาเข็มอาจไม่ได้เสียหาย

เซนเซอร์รับสัญญาณคลื่นสะท้อนติดตั้งบนหัวเสาเข็มระหว่างทดสอบ Seismic Integrity Test หน้างานจริง
เซนเซอร์วัดคลื่นที่หัวเสาเข็ม บันทึกสัญญาณสะท้อนเพื่อนำไปแปลผลบนกราฟ Velocity–Time — สภาพผิวหัวเข็มมีผลโดยตรงต่อความคมชัดของสัญญาณ (ภาพ: SPN Soil Engineering)
  • หัวเสาเข็มไม่เรียบหรือมีเศษคอนกรีตหลุดร่อน — สัญญาณรบกวนสูง แก้โดยเจียรผิวหัวเข็มก่อนทดสอบ
  • เสาเข็มยาวมากเมื่อเทียบกับขนาดหน้าตัด — คลื่นถูกแรงเสียดทานของดินดูดซับจน Toe Reflection จางหรือหายไป
  • ชั้นดินเปลี่ยนแปลงรุนแรง — แรงเสียดทานที่เปลี่ยนกะทันหันสร้างสัญญาณสะท้อนคล้าย defect ได้
  • ทดสอบตอนคอนกรีตอายุน้อยเกินไป — ความเร็วคลื่นต่ำและไม่นิ่ง ทำให้คำนวณตำแหน่งคลาดเคลื่อน

ข้อจำกัดของ Seismic Test ที่ต้องรู้ก่อนสรุปผล

Seismic Integrity Test เป็นเครื่องมือคัดกรองที่ดี แต่มีขอบเขตที่ชัดเจน 3 ข้อ

  1. บอกกำลังรับน้ำหนักไม่ได้ — บอกได้เฉพาะความสมบูรณ์ของเนื้อเสาเข็ม หากต้องการยืนยันกำลังรับน้ำหนัก ต้องทดสอบ Dynamic Load Test (PDA) หรือ Static Load Test
  2. defect ขนาดเล็กมากอาจตรวจไม่พบ — โดยเฉพาะ defect ที่ลึกมากหรือมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับหน้าตัดเข็ม
  3. defect ใต้ defect แรกมองไม่เห็น — ถ้ามีรอยแตกใหญ่ช่วงบน คลื่นส่วนใหญ่สะท้อนกลับหมด ข้อมูลใต้จุดนั้นจะเชื่อถือไม่ได้

เจอสัญญาณผิดปกติ ทำอย่างไรต่อ?

เมื่อพบสัญญาณผิดปกติ วิศวกรมักดำเนินการตามลำดับนี้ ก่อนจะสรุปว่าเสาเข็มต้นนั้นต้องแก้ไข

  1. ทดสอบซ้ำที่ต้นเดิม หลายตำแหน่งบนหัวเข็ม เพื่อยืนยันว่าสัญญาณมาจากตัวเข็มจริง ไม่ใช่สัญญาณรบกวน
  2. เทียบกับบันทึกการก่อสร้าง เช่น ปริมาณคอนกรีตที่เทจริง บันทึกการตอก ตำแหน่งรอยต่อเข็ม
  3. ทดสอบต้นข้างเคียงเพิ่ม เพื่อดูว่าเป็นปัญหาเฉพาะต้นหรือทั้งโซน
  4. ตรวจสอบเชิงลึกด้วยวิธีอื่น เช่น การเจาะเก็บแท่งตัวอย่าง (Coring) หรือ Cross Hole Sonic Logging สำหรับเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่
  5. ส่งผลให้วิศวกรผู้ออกแบบพิจารณา — การตัดสินว่าเสาเข็มใช้ได้หรือต้องแก้ไข เป็นอำนาจของวิศวกรผู้รับผิดชอบโครงการ
🔗 อ่านต่อ

ถ้าผลออกมาว่าเสาเข็ม ไม่ผ่าน Seismic Test อ่านแนวทางรับมือแบบละเอียดได้ที่ เสาเข็มไม่ผ่าน Seismic Test ทำยังไง และดูภาพรวมการเลือกวิธีทดสอบทั้งหมดที่ รวมทุกวิธีทดสอบเสาเข็ม

ทีมวิศวกร SPN ทดสอบความสมบูรณ์เสาเข็มด้วย Seismic Integrity Test หลายต้นในโครงการหน้างานจริง
Seismic Integrity Test ใช้คัดกรองความสมบูรณ์เสาเข็มได้จำนวนมากอย่างรวดเร็ว ก่อนเจาะตรวจเชิงลึกเฉพาะต้นที่สงสัย (ภาพ: SPN Soil Engineering)

สรุป

การอ่านผล Seismic Integrity Test คือการดูว่าคลื่นสะท้อนกลับมาจากตำแหน่งไหนและทิศทางใด เสาเข็มสมบูรณ์จะเห็น Toe Reflection ชัดเจนที่ความยาวตามแบบและกราฟช่วงกลางราบเรียบ ส่วนสัญญาณสะท้อนก่อนถึงปลายเข็มคือสิ่งที่ต้องตรวจสอบต่อ แต่อย่าเพิ่งสรุปว่าเข็มเสียจากกราฟเพียงอย่างเดียว เพราะรูปแบบสัญญาณเดียวกันเกิดได้จากหลายสาเหตุ การแปลผลที่ถูกต้องต้องอาศัยวิศวกรที่ดูข้อมูลชนิดเสาเข็ม บันทึกก่อสร้าง และชั้นดินประกอบกัน