Strain Gauge วัดอะไรในงานธรณีเทคนิค?

Strain Gauge คือเซนเซอร์ที่วัด ความเครียด (Strain) ของวัสดุ คืออัตราส่วนการยืดหรือหดต่อความยาวเดิม ค่าที่วัดได้เล็กมากจึงรายงานเป็นไมโครสเตรน (Microstrain, με) โดย 1 με หมายถึงการเปลี่ยนความยาว 1 ส่วนในล้านส่วน เหล็กโครงสร้างที่รับแรงระดับใช้งานปกติมักอ่านค่าได้ในช่วงหลักสิบถึงหลายร้อยไมโครสเตรน

เครื่องมือวัดตัวอื่นในระบบตรวจวัดพฤติกรรมวัด "การขยับ" ของดินและโครงสร้าง ส่วน Strain Gauge วัด "แรง" ที่โครงสร้างกำลังรับอยู่ ตัวอย่างเช่น Inclinometer บอกว่ากำแพงกันดินโก่งไปเท่าไร แต่ไม่บอกว่าค้ำยันแต่ละชั้นรับแรงเท่าไร Strain Gauge ตอบคำถามข้อหลังได้โดยตรง สองเครื่องมือนี้จึงมักติดตั้งคู่กันในระบบเดียว ดูภาพรวมของเครื่องมือทั้งชุดได้ที่คู่มือเครื่องมือวัดทางธรณีเทคนิค

ช่างเทคนิค SPN ขันสลักยึดหัววัดความเครียด (Strain Transducer) เข้ากับผิวข้างเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงหน้าตัดสี่เหลี่ยม พร้อมสายสัญญาณต่อออกจากตัวเซนเซอร์
การยึดหัววัดความเครียดเข้ากับผิวเสาเข็มก่อนเริ่มทดสอบ — หลักการวัดเหมือน Strain Gauge ฝังถาวร ต่างกันที่วิธียึดและช่วงเวลาที่ใช้งาน (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ความเครียด (με) แปลงเป็นแรงได้อย่างไร?

ความเครียดแปลงเป็นแรงได้ด้วยกฎของฮุก (Hooke's Law) ใน 2 ขั้น ขั้นแรกคูณความเครียดด้วยโมดูลัสยืดหยุ่นจะได้ความเค้น (σ = ε × E) ขั้นที่สองคูณความเค้นด้วยพื้นที่หน้าตัดจะได้แรง (F = σ × A) รวมเป็นสูตรเดียวได้ดังนี้

F = ε × E × A
เมื่อ ε = ความเครียดที่วัดได้ (หน่วยไม่มีมิติ) · E = โมดูลัสยืดหยุ่นของวัสดุ · A = พื้นที่หน้าตัดที่รับแรง

ตัวอย่างการคำนวณกับค้ำยันเหล็ก H-Beam หน้าตัด 21,870 ตร.มม. โมดูลัสยืดหยุ่นของเหล็กประมาณ 200,000 นิวตัน/ตร.มม. เมื่ออ่านค่าได้ 150 με

  • ความเค้น = 150 × 10-6 × 200,000 = 30 นิวตัน/ตร.มม.
  • แรง = 30 × 21,870 = 656,100 นิวตัน หรือประมาณ 656 กิโลนิวตัน (ราว 67 ตัน)

จากนั้นวิศวกรนำตัวเลขนี้ไปเทียบกับแรงที่ออกแบบไว้ของค้ำยันชั้นนั้น

ข้อควรระวังคือค่า E ของเหล็กค่อนข้างคงที่และเชื่อถือได้ แต่ค่า E ของคอนกรีตแปรผันตามกำลังอัด อายุคอนกรีต และส่วนผสม การใช้ค่าจากตารางกับเสาเข็มคอนกรีตโดยไม่ตรวจสอบจึงทำให้แรงที่คำนวณคลาดเคลื่อนได้มาก งานที่ต้องการความแม่นยำจะประเมินค่า E จากข้อมูลของการทดสอบเอง

Strain Gauge มีกี่ชนิด ต่างกันอย่างไร?

Strain Gauge ที่ใช้ในงานวิศวกรรมโยธาและธรณีเทคนิคมี 3 ชนิดหลัก คือ Vibrating Wire, Electrical Resistance และ Strain Transducer แต่ละชนิดเหมาะกับลักษณะงานต่างกัน ตารางนี้สรุปจุดต่างที่ใช้ตัดสินใจจริง

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ชนิดหลักการสัญญาณจุดเด่นเหมาะกับ
Vibrating Wire (VW)ความถี่การสั่นของลวดที่ขึงตึงเปลี่ยนตามความเครียดทนสายยาว ทนความชื้น ค่าไม่ไหลตามเวลา ต่อดาต้าล็อกเกอร์อ่านอัตโนมัติได้ฝังถาวรในค้ำยัน แองเคอร์ เหล็กเสริมเสาเข็ม อ่านค่าระยะยาว
Electrical Resistance (แผ่นฟอยล์)ความต้านทานไฟฟ้าของลายฟอยล์เปลี่ยนตามความเครียดตอบสนองเร็วระดับมิลลิวินาที ตัวบางติดได้แนบผิว ราคาต่อจุดต่ำงานวัดแรงที่เปลี่ยนเร็ว งานวัดระยะสั้นในสภาพแวดล้อมควบคุมได้
Strain Transducer (ยึดชั่วคราว)โครงเหล็กเล็กที่ฝัง Strain Gauge ไว้ภายใน ยึดด้วยสลักที่ผิววัสดุติดตั้งและถอดออกได้เร็ว นำกลับมาใช้ซ้ำ สอบเทียบมาก่อนจากโรงงานงานทดสอบชั่วคราวที่ต้องติดตั้งภายในวันเดียว

งานตรวจวัดพฤติกรรมที่ต้องอ่านค่าต่อเนื่องเป็นเดือนหรือเป็นปีใช้แบบ Vibrating Wire เป็นหลัก เพราะสัญญาณเป็นความถี่ จึงไม่เพี้ยนตามความยาวสายหรือความต้านทานที่เปลี่ยนไป และมีหัววัดอุณหภูมิในตัวสำหรับชดเชยผลของอุณหภูมิ เมื่อต่อเข้าดาต้าล็อกเกอร์ก็อ่านค่าเองตามรอบที่ตั้งไว้ได้ (ดูข้อดีข้อจำกัดของการอ่านแบบนี้ที่Manual vs Automatic Monitoring) ส่วนแบบแผ่นฟอยล์เหมาะกับงานที่แรงเปลี่ยนเร็วมากจน VW ตามไม่ทัน เช่น การวัดแรงกระแทกในงานทดสอบเสาเข็มพลศาสตร์ (Dynamic Load Test, PDA)

ชุดสเตรนเกจแบบ Vibrating Wire พร้อมสายสัญญาณม้วนเป็นวง วางเรียงบนผ้าใบที่หน้างานก่อนนำไปผูกกับโครงเหล็กเสริมเสาเข็ม โดยมีโครงเหล็กเสริมและเครนตีนตะขาบอยู่ด้านหลัง
ชุดสเตรนเกจและสายสัญญาณที่เตรียมไว้ก่อนติดตั้ง — สายของแต่ละระดับความลึกทำเครื่องหมายสีแยกกันตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้สับสนตอนต่อเข้าดาต้าล็อกเกอร์หลังเทคอนกรีต (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ติดตั้ง Strain Gauge บนค้ำยันงานขุดอย่างไร?

Strain Gauge บนค้ำยันติดเป็นชุดรอบหน้าตัดที่ช่วงกลางความยาว แล้วเฉลี่ยค่าเพื่อให้ได้แรงตามแนวแกน ในงานขุดดินลึก ค้ำยัน (Strut) คือชิ้นส่วนที่รับแรงดันดินจากกำแพงกันดินทั้งสองฝั่ง แรงจริงในค้ำยันแต่ละชั้นจึงเป็นข้อมูลความปลอดภัยโดยตรง

โดยทั่วไปติดสเตรนเกจเป็นชุด 2-4 ตัวรอบหน้าตัด ของค้ำยันเหล็ก เหตุผลคือค้ำยันในสนามแทบไม่เคยรับแรงตามแนวแกนล้วน ๆ แต่มีการดัด (Bending) ปนอยู่ด้วย ทั้งจากน้ำหนักตัวเอง ความไม่ตรงแนวของหัวค้ำยัน หรือแรงที่ถ่ายมาไม่สมมาตร ด้านหนึ่งของหน้าตัดจึงถูกอัดมากกว่าอีกด้าน ถ้าติดเพียงตัวเดียวจะได้ค่าที่สูงหรือต่ำกว่าความจริง การเฉลี่ยค่าจากตัวที่อยู่ตรงข้ามกันจะหักผลของการดัดออกไป เหลือเฉพาะแรงตามแนวแกนที่ต้องการ

ตำแหน่งตามความยาวมักเลือกช่วงกลางค้ำยัน ห่างจากรอยต่อและจุดยึดหัวค้ำยันพอสมควร เพราะบริเวณใกล้รอยต่อมีการกระจายความเค้นไม่สม่ำเสมอ ทุกครั้งต้องอ่าน ค่าฐาน (Zero Reading) ก่อนค้ำยันชั้นนั้นเริ่มรับแรง มิฉะนั้นค่าที่ได้จะเป็นเพียงส่วนต่างจากแรงที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่แรงทั้งหมด ระบบตรวจวัดชุดเต็มของงานขุดลึกและการกำหนดค่าเตือนอ่านต่อได้ในการตรวจวัดงานขุดดินลึกในชั้นดินอ่อนกรุงเทพ และดูตัวอย่างระบบกันดินจากงานจริงได้ที่กรณีศึกษาระบบกำแพงกันดินชั่วคราว

การติดตั้ง Strain Gauge เป็นชุดรอบหน้าตัดค้ำยันเหล็กในงานขุดลึก การเฉลี่ยค่าเพื่อหักผลการดัด และการแปลงความเครียดเป็นแรงตามแนวแกน ภาพซ้ายเป็นรูปตัดงานขุดลึก มีกำแพงกันดินสองฝั่งและค้ำยันเหล็กสองชั้น แรงดันดินจากทั้งสองฝั่งดันกำแพงเข้าหากัน ค้ำยันจึงรับแรงอัด ชุดสเตรนเกจติดที่ช่วงกลางค้ำยันชั้นบน ห่างจากรอยต่อและหัวค้ำยัน สายสัญญาณต่อไปยังเครื่องบันทึกข้อมูลบนผิวดิน ภาพขวาเป็นหน้าตัดค้ำยันเหล็กรูปตัว H ติดสเตรนเกจสี่ตัวที่ปีกบนและปีกล่าง เมื่อค้ำยันแอ่นจากน้ำหนักตัวเอง ปีกบนอ่านได้มากกว่าปีกล่าง ตัวอย่างค่าสมมติ ปีกบน 170 ไมโครสเตรน ปีกล่าง 130 ไมโครสเตรน ค่าเฉลี่ย 150 ไมโครสเตรน ผลของการดัดหักล้างกันเหลือเฉพาะแรงตามแนวแกน แปลงเป็นแรงด้วยสูตร F เท่ากับ ε คูณ E คูณ A คือ 150 คูณ 10 ยกกำลังลบ 6 คูณ 200,000 นิวตันต่อตารางมิลลิเมตร คูณ 21,870 ตารางมิลลิเมตร ได้ประมาณ 656 กิโลนิวตัน หรือราว 67 ตัน แล้วนำไปเทียบกับแรงออกแบบ แถบด้านล่างสรุปสี่เรื่องที่ทำให้ค่าเพี้ยน Strain Gauge บนค้ำยัน: ติดเป็นชุด เฉลี่ยค่า แล้วแปลงเป็นแรง แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ชุดสเตรนเกจ ช่วงกลางค้ำยัน แรงอัดในค้ำยัน Datalogger งานขุดลึก + ค้ำยันเหล็ก (Strut) แรงดันดินสองฝั่งถ่ายเข้าค้ำยัน ห่างรอยต่อ / หัวค้ำยัน → ความเค้นสม่ำเสมอ ก้นหลุมขุด แรงดันดิน หน้าตัดค้ำยัน H-Beam ติด 4 ตัวรอบหน้าตัด แล้วเฉลี่ย SG-1 · SG-2 SG-3 · SG-4 ปีกบน 170 με ปีกล่าง 130 με (ค่าสมมติ) เฉลี่ย 4 ตัว = 150 με ผลของการดัดหักล้างกัน เหลือแรงตามแกน F = ε × E × A 150×10⁻⁶ × 200,000 × 21,870 ≈ 656 kN (ราว 67 ตัน) 1 ชดเชยอุณหภูมิ แดด-เย็น ค่าเปลี่ยน 2 ค่าฐานถูกจังหวะ อ่านก่อนเริ่มรับแรง 3 ติดสมมาตร คู่ตรงข้ามแล้วเฉลี่ย 4 ค่า E คอนกรีต เฉพาะในเสาเข็ม
ติดสเตรนเกจเป็นชุดรอบหน้าตัดค้ำยันแล้วเฉลี่ยค่า เพื่อหักผลของการดัดออกและเหลือเฉพาะแรงตามแนวแกนที่นำไปเทียบกับค่าออกแบบ

Strain Gauge ใช้กับแองเคอร์และเสาเข็มอย่างไร?

ในแองเคอร์ Strain Gauge ใช้ติดตามแรงดึงที่ยังคงเหลือ ส่วนในเสาเข็มใช้วัดแรงที่แต่ละระดับความลึก งานกำแพงกันดินที่ใช้ แองเคอร์ (Ground Anchor) แทนค้ำยันจะติดสเตรนเกจที่ลวดอัดแรงหรือแท่งเหล็กของแองเคอร์ เพื่อดูว่าแรงดึงที่ให้ไว้ตอนดึงลวดยังคงอยู่หรือลดลงตามเวลา การสูญเสียแรงดึงเกิดได้จากการคลายตัวของลวด การคืบของดินรอบตัวยึด หรือการขยับของหัวแองเคอร์ ซึ่งล้วนกระทบเสถียรภาพของกำแพงโดยตรง

ส่วนงานเสาเข็ม สเตรนเกจจะผูกติดกับโครงเหล็กเสริมเป็นชุดตามระดับความลึกก่อนหย่อนลงหลุมและเทคอนกรีต แต่ละระดับรายงานแรงในเสาเข็มที่ระดับนั้น แรงที่อ่านได้จะลดลงตามความลึก เพราะดินแต่ละชั้นรับแรงเสียดทานไปส่วนหนึ่ง จึงแยกได้ว่าน้ำหนักถูกดินแต่ละชั้นรับไปเท่าไร และเหลือถึงปลายเข็มเท่าไร งานลักษณะนี้เรียกว่า Instrumented Static Load Test รายละเอียดการวางแผน การอ่าน Load Transfer Curve และการแยกแรงเสียดทานรายชั้นดินอยู่ในบทความ Instrumented Static Load Test ทดสอบเสาเข็มพร้อมสเตรนเกจ ส่วนหลักการทดสอบพื้นฐานอ่านได้ที่Static Load Test ทดสอบกำลังรับน้ำหนักเสาเข็ม

ภาพสามมิติด้านล่างรวมงานทั้งสามแบบไว้ในหน้างานเดียวเพื่อให้เห็นตำแหน่งติดตั้ง จุดสีส้มคือสเตรนเกจ เส้นสีฟ้าคือสายสัญญาณที่เดินไปรวมที่ดาต้าล็อกเกอร์ ให้สังเกตแถบสีน้ำเงินข้างเสาเข็มที่สั้นลงตามความลึก ซึ่งแทนแรงในเสาเข็มที่ลดลง ส่วนกรอบขวาไล่ขั้นตอนแปลงค่าจากตัวอย่างค้ำยันข้างต้น และสรุปสาเหตุที่ทำให้ค่าเพี้ยน

แบบจำลอง 3 มิติ การใช้ Strain Gauge วัดแรงในค้ำยัน แองเคอร์ และเสาเข็ม พร้อมขั้นตอนแปลงความเครียดเป็นแรง ภาพสามมิติเชิงแนวคิดของก้อนดินที่ตัดมุมหน้าให้เห็นบ่อขุดลึก ผนังบ่อเป็นกำแพงกันดินสองด้าน หนึ่ง ค้ำยันเหล็กรูปตัว H สองตัวยันกำแพงที่ระดับเดียวกัน ตัวหน้าติดชุดสเตรนเกจรอบหน้าตัดที่ช่วงกลางความยาว สายสัญญาณเดินตามค้ำยันขึ้นขอบบ่อไปยังกล่อง Datalogger บนผิวดิน สอง แองเคอร์เอียงลงเข้าไปในดินหลังกำแพง มีสเตรนเกจติดบนแท่งเหล็กช่วงอิสระ ปลายเป็นช่วงยึดในดิน สาม เสาเข็มเจาะบนหน้าตัดด้านหน้า มีลูกศรน้ำหนักทดสอบกดที่หัวเข็ม ติดสเตรนเกจบนโครงเหล็กเสริมสี่ระดับความลึก แถบสีส้มข้างเข็มยาวที่สุดด้านบนและสั้นลงตามความลึก แสดงว่าแรงในเสาเข็มลดลงเพราะดินแต่ละชั้นรับแรงเสียดทานไป สี่ กล่อง Datalogger รวมสายจากค้ำยันและเสาเข็ม กรอบขวาแสดงการแปลงค่าสามขั้น อ่านความเครียด 150 ไมโครสเตรน คูณโมดูลัสยืดหยุ่นของเหล็ก 200,000 นิวตันต่อตารางมิลลิเมตร ได้ความเค้น 30 นิวตันต่อตารางมิลลิเมตร คูณพื้นที่หน้าตัด 21,870 ตารางมิลลิเมตร ได้แรงประมาณ 656 กิโลนิวตัน หรือราว 67 ตัน และสรุปห้าสาเหตุที่ทำให้ค่าเพี้ยน คือ ไม่ชดเชยอุณหภูมิ ค่าฐานผิดจังหวะ ติดตั้งไม่สมมาตร ค่าโมดูลัสของคอนกรีตไม่ตรงจริง และสายสัญญาณเสียหาย แบบจำลอง 3 มิติ (3D): Strain Gauge วัดแรงใน 3 งาน แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ก้นบ่อขุด แรงในเข็มลดลงตามความลึก ดินแต่ละชั้นรับแรงเสียดทานไป (ภาพเชิงแนวคิด) สีส้ม = สเตรนเกจ · เส้นสีฟ้า = สายสัญญาณ รวม 3 งานไว้ในภาพเดียวเพื่ออธิบายหลักการ 3 เสาเข็มเจาะ เกจหลายระดับความลึก 4 Datalogger รวมสาย อ่านอัตโนมัติ 1 ค้ำยัน (Strut) ชุดเกจรอบหน้าตัด 2 แองเคอร์ เกจบนแท่งเหล็ก แปลงค่าที่อ่านเป็นแรง ก ความเครียด ε อ่านได้ 150 με ข ความเค้น σ = ε × E 150 με × E = 30 N/mm² ค แรง F = σ × A 30 × 21,870 mm² ≈ 656 kN ตัวอย่างค้ำยันเหล็ก H-Beam จากบทความ E = 200,000 N/mm² · A = 21,870 mm² 656 kN ≈ 67 ตัน แล้วเทียบค่าออกแบบ ค่าเพี้ยนเพราะอะไร ไม่ชดเชยอุณหภูมิ ค่าฐาน (Zero) ผิดจังหวะ ติดไม่สมมาตร การดัดปน ค่า E คอนกรีตไม่ตรงจริง สายสัญญาณเสียหาย ภาพเชิงแนวคิด ไม่ตามมาตราส่วน
แบบจำลอง 3 มิติ: ① ค้ำยันเหล็กในบ่อขุด ติดชุดสเตรนเกจรอบหน้าตัดที่ช่วงกลางความยาว ② แองเคอร์หลังกำแพงกันดิน ติดสเตรนเกจบนแท่งเหล็กเพื่อติดตามแรงดึง ③ เสาเข็มเจาะที่ติดสเตรนเกจ 4 ระดับ แถบสีน้ำเงินแสดงแรงในเสาเข็มที่ลดลงตามความลึก ④ ดาต้าล็อกเกอร์รวมสายสัญญาณ กรอบขวา (ก)–(ค) คือขั้นตอนแปลงความเครียดเป็นแรง ภาพเชิงแนวคิด จำนวนและตำแหน่งจริงเป็นไปตามที่วิศวกรผู้ออกแบบกำหนด (ภาพ: SPN Soil Engineering)
โครงเหล็กเสริมเสาเข็มเจาะวางเรียงบนหมอนไม้ที่ลานหน้างาน ติดตั้งเซนเซอร์วัดความเครียดไว้ตามความยาวโครงเหล็ก มีเครนตีนตะขาบและปลอกเหล็กชั่วคราวของหลุมเจาะอยู่ด้านหลัง
โครงเหล็กเสริมเสาเข็มเจาะที่ติดตั้งสเตรนเกจไว้ตามระดับความลึกก่อนหย่อนลงหลุม — ตำแหน่งของแต่ละระดับต้องบันทึกไว้ให้ตรงกับแบบ เพราะเป็นตัวกำหนดว่าค่าที่อ่านได้แทนแรงในเสาเข็มที่ระดับใด (ภาพ: SPN Soil Engineering)
ช่างเทคนิคเดินสายสัญญาณเซนเซอร์ที่หัวเสาเข็มเจาะในบ่อขุดข้างแนวเข็มพืด ระหว่างเตรียมงานทดสอบหน้างานจริง
งานติดตั้งเซนเซอร์ที่หัวเสาเข็มเจาะในบ่อขุด — สายสัญญาณต้องเดินและป้องกันไว้ตั้งแต่ขั้นเตรียมงาน เพราะซ่อมไม่ได้หลังเทคอนกรีต (ภาพ: SPN Soil Engineering)

อะไรทำให้ค่า Strain Gauge เพี้ยน? 4 เรื่องที่พบบ่อย

ค่า Strain Gauge เพี้ยนจาก 4 เรื่องหลัก คือ ไม่ชดเชยอุณหภูมิ อ่านค่าฐานผิดจังหวะ ติดตั้งไม่สมมาตร และใช้ค่า E ของคอนกรีตผิด สเตรนเกจให้ตัวเลขที่ดูน่าเชื่อถือเสมอแม้ในตอนที่ค่านั้นผิด จึงต้องตรวจทั้งสี่เรื่องนี้ทุกครั้ง

1. ไม่ชดเชยอุณหภูมิ เหล็กขยายและหดตามอุณหภูมิ ค้ำยันที่โดนแดดตอนบ่ายกับตอนเช้าให้ค่าไม่เท่ากันแม้แรงจริงเท่าเดิม สเตรนเกจแบบ Vibrating Wire ส่วนใหญ่จึงมีเทอร์มิสเตอร์ในตัวเพื่อบันทึกอุณหภูมิควบคู่ไปกับค่าความเครียดสำหรับใช้ชดเชยภายหลัง

2. ค่าฐานผิดจังหวะ ถ้าอ่านค่าฐานหลังจากชิ้นส่วนเริ่มรับแรงไปแล้ว แรงส่วนที่มีอยู่ก่อนจะหายไปจากรายงานทั้งหมด ค่าฐานจึงต้องอ่านหลายรอบให้ค่านิ่งก่อนชิ้นส่วนนั้นเริ่มทำงานจริง

3. ติดตั้งไม่สมมาตร การติดเพียงตัวเดียวหรือติดเยื้องศูนย์ ทำให้ผลของการดัดปนเข้ามากับแรงตามแนวแกนจนแยกไม่ออก แก้ได้ด้วยการติดเป็นคู่ตรงข้ามและเฉลี่ยค่าตามที่อธิบายไว้ข้างต้น

4. ใช้ค่า E ของคอนกรีตผิด ข้อนี้เกิดเฉพาะงานที่ติดตั้งในเสาเข็มคอนกรีต ค่าโมดูลัสยืดหยุ่นที่ใช้แปลงความเครียดเป็นแรงมีผลโดยตรงต่อตัวเลขสุดท้าย การหยิบค่ามาตรฐานมาใช้โดยไม่ตรวจสอบกับข้อมูลจริงทำให้แรงที่รายงานคลาดเคลื่อนได้หลายสิบเปอร์เซ็นต์

อีกเรื่องที่แก้ไม่ได้หลังงานเริ่มแล้วคือสายสัญญาณเสียหาย สเตรนเกจที่ฝังในคอนกรีตหรือฝังใต้ดินซ่อมไม่ได้ ทางปฏิบัติจึงติดตั้งเผื่อจำนวนไว้มากกว่าที่ต้องใช้ และป้องกันสายอย่างรัดกุมตั้งแต่ขั้นตอนติดตั้ง

ทีมงานสวมหมวกนิรภัยช่วยกันประคองโครงเหล็กเสริมที่มีสายสัญญาณเซนเซอร์ร้อยขึ้นมาตามแนวเหล็กยืน ขณะเครนหย่อนลงหลุมเจาะริมแม่น้ำ
จังหวะหย่อนโครงเหล็กที่ติดสเตรนเกจลงหลุมเจาะ — ต้องรวบและยึดสายสัญญาณให้แนบเหล็กยืนตลอดแนว เพราะสายที่ถูกครูดหรือหักในจังหวะนี้จะทำให้จุดวัดนั้นเสียถาวรหลังเทคอนกรีต (ภาพ: SPN Soil Engineering)

บริการ Strain Gauge ของ SPN อ้างอิงมาตรฐานอะไร ราคาเท่าไร?

งานเครื่องมือวัดทางธรณีเทคนิคไม่มีมาตรฐาน มยผ. เฉพาะสำหรับตัวสเตรนเกจ การอ้างอิงจึงขึ้นกับงานที่นำไปใช้ กรณีติดตั้งในเสาเข็มเพื่อทดสอบกำลังรับน้ำหนักแบบสถิต อ้างอิง ASTM D1143/D1143M-20e1 ร่วมกับ มยผ. 1251 ส่วนหัววัดความเครียดที่ใช้ในงานทดสอบพลศาสตร์อ้างอิง มยผ.1252-51 และ ASTM D4945-26 ส่วนงานติดตั้งบนค้ำยันและแองเคอร์ ตำแหน่งติดตั้ง จำนวนจุด และรอบการอ่านค่าเป็นไปตามข้อกำหนดการตรวจวัดเฉพาะโครงการที่วิศวกรผู้ออกแบบกำหนด

SPN ให้บริการตั้งแต่เลือกชนิดสเตรนเกจ ติดตั้ง เดินสายและป้องกันสาย เชื่อมต่อดาต้าล็อกเกอร์สำหรับอ่านค่าอัตโนมัติ อ่านค่าฐาน อ่านค่าตามรอบ ประมวลผลเป็นกราฟแรงเทียบกับค่าออกแบบ จนถึงรายงานที่ลงนามรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร พร้อมลายเซ็นและเลขทะเบียน ใช้ประกอบการยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ดูขอบเขตบริการทั้งหมดที่หน้างานติดตั้งเครื่องมือวัดและตรวจวัดพฤติกรรม และงานทดสอบเสาเข็มที่หน้าทดสอบเสาเข็ม

ค่าบริการขึ้นกับชนิดของสเตรนเกจ จำนวนจุดติดตั้ง ระยะเวลาอ่านค่า และการเชื่อมต่อดาต้าล็อกเกอร์ จึงประเมินเป็นรายโครงการ ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ราคายังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน

⚠️ บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป

เนื้อหาอธิบายหลักการทำงานของ Strain Gauge เพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ชนิดของเซนเซอร์ จำนวนและตำแหน่งจุดติดตั้ง ค่าโมดูลัสยืดหยุ่นที่ใช้ในการแปลงค่า และเกณฑ์เทียบแรงของแต่ละโครงการ ต้องกำหนดโดยวิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้รับผิดชอบตามเงื่อนไขเฉพาะของงานนั้น